วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

หัวใจพเนจร






Like homeless people.
ดั่งคนไร้บ้าน

Like a birds do not nest
ดั่งนกไร้รัง

Like a sky without stars.
ดั่งฟ้าไร้ดาว

Like a shadow without light
ดั่งเงาไร้แสง

like a love is not a name.
ดั่งรักไร้ชื่อ

like mind Do not standing.
ดั่งใจไร้จุดยืน

From the island without name is away far
จากเกาะไร้นามที่อยู่ห่างไกล

Coconut baby floating stick coastland
มะพร้าวลูกน้อยลอยมาติดฝั่ง

When they leave Birthplace. You float on the waves How a few months.
เมื่อออกจากบ้านเกิด เจ้าลอยบนคลื่นอยู่สักกี่เดือน

From mother to live green Or without a shadow and bough
ต้นแม่ยังเขียวอยู่ไม๊ หรือไร้เงาใต้กิ่งก้าน

And me is same Together.
ฉันเองก็เช่นกัน

Continues to go drift away by waves.
ยังคงลอยไปตามคลื่น

Sleeping do not know awake. Stray on generally
หลับไม่รู้ตื่น เร่ร่อนอยู่เรื่อยไป

Embrace my heart it to change
การโอบกอดหัวใจฉันเธอได้แปรเปลี่ยน

The lonely and sad of nomadic
ความเหงาและเศร้าสร้อยของการพเนจร

To view the sun. Falling in the seabed
การดูพระอาทิตย์ตกลงท้องทะเล

My own tears fell to the land at the far
น้ำตาของฉันเองก็ตกลงสู่ดินแดน ณ .ที่ไกลๆ

Thinking through the waves.
ความคิดผ่านเกลียวคลื่น

When away from the Birthplace
เมื่อไกลจากพื้นบ้านเกิด

Been lonely and alone is the same.
ยังคงเหงาและเดียวดายอยู่เท่าเดิม



                                               ...วัคซีน...


วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Ralph Waldo Emerson (ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน)




ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน (Ralf Waldo Emerson, พ.ศ. 2346-2425)
       กวีและนักเขียนบทความ เกิดที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา
ได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเริ่มชีวิตด้วยการเป็นครู
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2372 ได้บวชเป็นพระที่โบสถ์ยูนิทาเรียน ในเมืองบอสตัน
แต่ด้วยการมีมุมมองที่ถูกมองว่าแปลกที่น่าถกเถียงกันมากจึงต้องสึก
     ในปี พ.ศ. 2376 เอเมอร์สันได้เดินทางท่องเที่ยวยุโรปและได้พบกับทอมัส คาร์ลีลย์
 (Thomas-Carlyle)ซึ่งได้ติดต่อกันอย่างใกล้ชิดต่อมาเป็นเวลาถึง 38 ปี 
ในปี พ.ศ. 2377 เอเมอร์สันได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองคองคอร์ดรัฐแมสสาชูเสตส์
และได้เริ่มแต่ง บทร้อยแก้วกระทบอารมณ์ (Prose rhapsody)ชื่อ “ธรรมชาติ (Nature)”

      เมื่อ พ.ศ. 2379 และบทกวีอื่นๆ ที่สำคัญอีกหลายชิ้นงาน
โดยเฉพาะเรื่อง “การดำเนินชีวิต (The Conduct of life – พ.ศ. 2403)
เอเมอร์สันได้รับการยกย่องว่าเป็นนักอุตรวิสัย หรือนักคิดเหนือธรรมชาติ (transcendentalist)
ด้านปรัชญา เป็นนักถือเหตุถือผลทางศาสนาและเป็นผู้สนับสนุนอย่างแรงกล้าในด้านปัจเจกชน

ผลงาน
  • Essays: First Series (1841)
  • Essays: Second Series (1844)
  • Poems (1847) 
  • Nature; Addresses and Lectures (1849)
  • Representative Men (1850)
  • English Traits (1856)
  • The Conduct of Life (1860)
  • May Day and Other Poems (1867)
  • Society and Solitude (1870)
  • Letters and Social Aims (1876)
บทความ
  • "Self-Reliance" (Essays: First Series)
  • "Compensation" (First Series)
  • "The Over-Soul" (First Series)
  • "Circles" (First Series)
  • "The Poet" (Second Series)
  • "Experience" (Essays: Second Series)
  • "Nature" (Second Series)
  • "Politics" (Second Series)
  • "The American Scholar"
  • "New England Reformers"
กวีนิพนธ์
  • "Concord Hymn"
  • "The Rhodora"
แหล่งข้อมูลจาก วิกิพิเดีย

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ทรงพระเจริญ





ยามเมื่อความหวังของเราเริ่มเลือนตา

ยามเมื่อท้องฟ้าพัดพาสวรรค์เข้าสู่มวลดาราอันมืดมิด

มีเพียงสิ่งเดียวที่ให้ความหวังเมื่อยามลูกหลับตา

คือความรักที่แผ่กระจายไปทั่วหล้า

คือความรักของ “พระองค์ภูมิพล”

พระองค์ผู้ซึ่งไม่เคยทอดทิ้

พระองค์ผู้ซึ่งให้ความรักแม้ในยามเราริษยา

ความรักของพระองค์ส่งไปถึงทุกความเวิ้งว้างว่างเปล่า


แม้ในที่ที่ห่างไกลสุดตา

เมื่อยามใดที่ใจลูกอ่อนล้า แต่เมื่อลูกแหงนมองขึ้นไปบนนภา

ลูกจะเห็นความรักของพระองค์ทุกคราที่ตะวันสาดส่อง

แว่วถึงกระเเสเสียงอันอ่อนโยนแสนอบอุ่นแห่งพระเมตตาของพระองค์

ลูกก็มีพลังก้าวเดินต่อไป

ความรักของพระองค์งดงามเหนือกว่าถ้อยคำใดๆ


ที่โลกได้บัญญัติไว้ทั้งหม

ความเมตตาของพระองค์จะนำพาเราไปถึงฝั่งฝันแห่งความเป็นนิรันดิ์

ตรงที่ที่จะไม่มีกำแพงแห่งความหมายมากำหนดค่าของรักนั้น

ลูกจะขอเทิดทูนรักและบูชาในพระองค์จะไม่ขอไปไกลห่างจากรักนี้

จะมั่นรักษารักไว้ด้วยดวงใจให้เหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา


...ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน...





                                                             ...วัคซีน...

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ผู้ชายห่วยๆ




ยามเมื่อต้องทนนิ่งอยู่บนเศษซากของการทำลายล้าง

ยามเมื่อต้องทนกดข่มอารมณ์อย่างไม่เคยรู้ว่ามันคืออะไร

พร้อมกับความรุนแรงที่กระหน่ำห้ำหั่นเข้าใส่

พยายามกดข่มอารมณ์เอาไว้ แต่ครวญถามกับมันอยู่ในใจ "เมิงจะพูดหาเชี่ยอะไร"

ความแค้นใจเกิดขึ้นตรงนั้น, สุดทานทนกับความเหี้ยที่มันสาดโคลนให้

ไม่มีใครพ่ายแพ้กับเกมส์นี้ เมิงก่อสร้างภาพพจน์ตัวเองขึ้นมา

หวังเอามากลบความอัปยศปมด้อยที่ตัวเมิงมี แต่น่าเสียดายมันกลับพังทลายหายสิ้น

จงจดจำทุกความหมองหม่นและความอัปยศนี่ไว้ไอ้ฟาย

วันนี้กรูจะปล่อยมึงไป

แต่วันหน้าถ้าความมืดเข้าบังตาทุกองค์เทพ

กรูไม่รับประกันว่ากรูจะอดทนอารมณ์คนดีของกรูไว้ได้

แล้วมึงจะรู้จักกรูดีกว่านี้ไอ้ฟาย

สักวันความระยำในตัวมึง

จะไม่มีใครรับมึงไว้ในอ้อมแขน

มันจะสอนให้เมิงลึกซึ้งกับความหนาวเหน็บพ่ายแพ้และสิ้นหวัง

จนกระอักเลือดสุดท้ายเมิงจะต้องอยู่อย่างอับอายและไร้เกียรติ

..ไอ้คนระยำ..  



                                                                ...วัคซีน...

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เธอรักฉันที่ตรงไหน




เคยมีคนถามว่าทำไมต้องเขียน ทำไมชอบเขียน??

หรือบางคนก็สงสัยว่าเขียนทำไม อยากได้อะไรจากการเขียน??

อยากเป็นคนดังหรือ หรืออยากใกล้ชิดคนดัง หรืออยากมีคนรู้จัก

 หรือที่ร้ายแรงที่สุด อยากสร้างภาพเพื่อขายตัวเองหรือ??

...

ทุกคำถามทุกความสงสัยในการเขียนบล็อกมาเป็นเวลา 3ปี
ดิฉันโดนมาหมดตั้งแต่ร้ายที่สุดไปจนถึงคำสรรเสริญชื่นชมยินดีที่มีค่าที่สุด..

...

แต่ดิฉันไม่เคยตอบกับผู้คนที่เข้ามาตั้งข้อสงสัยเหล่านั้นสักครั้ง

..ว่า..

ทำไมดิฉันถึงเขียน..

"เพราะดิฉันคิดว่าไม่จำเป็น"

... 

คนเราไม่สามารถยัดเยียดความรู้สึกภายใต้จิตไร้สำนึกของตัวเราเองให้คนอื่นได้

คนทุกคนมีเจตจำนงภายใต้จิตสำนึกต่างกัน บนพื้นที่ว่างๆภายในหัวใจตรงนั้นเราไม่สามารถรู้ได้

..ว่า..

ใครเก็บอะไรไว้..หรือทำอะไรไว้เพื่ออะไรและทำไม??..

ตัวเราเท่านั้นที่ตอบคำถามให้ตัวเองก่อนที่จะเริ่มต้นทำกับ

..ทุกสิ่ง..

และสิ่งนี้ทีฉันทำอยู่ทุกวัน มันไม่มีอะไรน่าสงสัยหรือซับซ้อนในเจตจำนงของตัวฉันเลย

...

 ที่ตรงนี้เป็นแค่ที่ระบายเมื่อยามฉันอึดอัดใจ

เมื่อยามเหงาไม่รู้จะพูดคุยกับใคร

เป็นที่ที่ทำให้ฉันสามารถระบายสีอะไรก็ลงไปก็ได้ที่มันอยู่ในหัวใจของฉัน

มันไม่ง่ายเลยที่ฉันจะสยบยอมและอ่อนไหวกับคำของคนบางคำ
และปิดโลกแห่งนี้ของฉันแล้วหนีหายไป
...

ถึงแม้คำที่ออกมาจากคนบางคนมันจะทำให้ฉันแทบกระอักเลือดน้ำตาตกในก็ตามที

มันไม่มีเหตุผลใดเลยที่ฉันจะใส่ใจ เพราะที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่เก็บข้อมูลขยะจากลมปากของคนบางคน

...แต่ที่แห่งนี้...

..คือ..

ประวัติศาสตร์ของฉันที่แห่งนี้คือห้องสมุดชีวิตของฉัน
เมื่อฉันอยากมาอ่านอยากมาฝากอยากมาค้นหาฉันก็ทำได้ทันที

 และถ้าหากคุณอยากมาอ่านอยากมาจับผิด อยากค้นหา อยากชื่นชมคุณก็ทำได้อย่างมีอิสระทุกนาที
 ที่แห่งนี้ไม่ปิดกั้น ทุกการกระทำและทุกความคิดที่คุณมี
จะด้วยความรัก ความชื่นชม
...
 หรือจากด้วยเหตุผลของสัญญาณจากจิตวิญญาณเดียวกันที่มี
จะด้วยอะไรก็ตามทีคุณมีอิสระที่พร้อมจะทำได้ตามใจ..

....
....

คนบางคนชอบมองแต่นอกกาย ชื่นชมอะไรที่ดูว่าสวยงาม

คนบางคนก็ดีแต่นอกกาย ลึกลงไปในจิตใจไม่เป็นอย่างฝันเลย

จะรักที่ตรงไหน จะรักที่ใจหรือนอกกาย อยากจะรู้จริงๆ บอกฉันให้เข้าใจ

"จะมีไหมสักคนที่รักกันจริงไม่เหยียดหยาม รักตัวตนจริงๆที่ฉันนั้นเป็นอยู่??"



                                                                      ...วัคซีน...

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เจ้าหญิงในเงา




เมื่อทำนองของชีวิตบรรเลงพร้อมแสงตะวัน
...

การหลบหนีในห้วงเวลาครั้งสุดท้ายก็มาถึง
...
...

เมื่อพายุร้ายเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้

...

เมื่อมันพัดความฝันฉันแตกกระจายลงเกลื่อนพื้น

...

ฟ้าไม่เคยมอบโอกาสให้ฉันได้รู้สึกแม้แต่คำว่า "จงเสียดาย"

ฟากฟ้ามีแต่เส้นทางให้ฉันต้องเลือกไป

...

ฉันเคยฝันจะเอื้อมมือขึ้นแตะฟ้า แล้วพายุก็พามันหายไป

แม้นฉันจะถอดใจแต่ยังคงเดินต่อไปเพื่อจุดหมาย

...

สำหรับความฝันที่ยังห่างไกล

สำหรับหัวใจที่ยังปรารถนา สำหรับเงาแห่งภาพลวงตา

สำหรับห้วงเวลาที่ไม่เคยจริง

...

ทุกอย่างมีกฎให้ฉันต้องหลับตา เพื่อตามหาความพอใจที่แสนเศร้า…

เมื่อมันคือความฝันฉันจึงต้องยอมคุกเข่าให้กับเหตุผลที่ไร้ความหมาย

สยบยอมต่อกฎของกาลเวลา..และภาวนาให้จินตนาการพาฉันโบกบินไป

...

ชีวิตไม่เป็นดั่งหวังได้ทุกอย่าง แต่ความฝันยังมีที่ทางให้ต้องไป

...

ความฝันทำฉันเจ็บปวดมาบ่อยครั้ง ฉันเหนื่อยเหลือเกินกับเส้นขนาน

เหงาเหลือเกินกับทางเส้นนั้นที่แสนเดียวดาย

...

แต่เมื่อฉันยังเลือกได้ก็จะขอสัมผัสท้องฟ้าดูสักครั้ง ก่อนที่จะหลับใหลไปชั่วนิรันดร

โดยไม่เคยรับรู้เลยสักครั้งว่า"ความฝันนั้นมีค่างดงามเพียงไร"...

                                                                       
                                                                                                ...วัคซีน...

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

"Not Alone"LINKIN PARK





"เขียนถึงคนมีอำนาจ"(จากคนไร้อำนาจ)"

วันนี้ในวันที่ค่าเงินบาทแข็ง ในวันที่ใครก็ฉลองให้กับความน่าเลื่อมใสในความปราดเปรื่องของคนที่สามารถทำให้ค่าเงินบาทแข็ง วันที่ใครๆก็บอกว่าไม่นานมันก็จะดีเรากำลังเดินหน้าร่วมกันแก้ไข ดังนั้นด้วยมิตรภาพและความรักด้วยความยินดีและดีใจ จึงอยากจะมีคำกล่าวสักบางอย่างซึ่งมาจากความรู้สึกของคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเค้าไม่มีอำนาจและไม่มีความปราดเปรื่องใดๆ

...แต่...

เขามีความทรงจำอันโหดร้ายมันเกาะกินทุกๆความรู้สึกในทุกๆอนู...ที่ยังไม่ตายด้านเสื่อมสลายในตัวเขา เสียงคนก่นด่าสาปแช่งให้ความหมายว่าเขาเป็นคนเลวร้าย  เหมือนยิ่งซ้ำเติมบาดแผลของเขาให้กว้างและลึกยิ่งๆขึ้นไป...และวันนี้  วันที่ฉันอยากเป็นกระบอกเสียงส่วนหนึ่งของเขาเพราะส่วนหนึ่งของพวกเขาเหล่านั้นก็มีฉันอยู่ในจำนวน 1



เราแค่อยากจะบอกว่าพวกคุณคิดเองเออเองว่าเราคือคนเลวร้าย หัวใจอันอิสระทุกๆดวงของพวกเราตกอยู่ภายใต้ค้อนของคุณ พวกคุณไม่เคยสวมหมวกสีขาวมองดูและตัดสินเรา พวกคุณไม่เคยให้อิสระและมองดูเราอย่างไม่อคติ พวกคุณให้เราเป็นได้แค่มือข้างซ้ายทีไม่มีสิทธิ์อะไร ทุกครั้งที่คุณทุบค้อนพลาดมาใส่ มือข้างซ้ายทำได้แค่ทนเจ็บและปล่อยให้มันค่อยๆหายไป เอง มือข้างซ้ายไม่เคยมีสิทธ์เรียกร้องความยุติธรรมไม่มีสิทธิ์แม้จะบอกว่าต่อไปคุณอย่าทำพลาดอีก..



คุณยืนสง่าอยู่ข้างบนนั้นพร้อมสายลมแห่งชัยชนะ ทุกๆการกระทำเผยความรู้สึกที่แท้จริงว่าเราถูกหมางเมินเพียงไร เราไม่ได้ต้องการเป็น “ไอ้ตัว???อะไร” ที่ปรารถนาแต่การปะทะอยู่ตลอดเวลา เราแค่ต้องการพื้นที่ให้เราได้ยืนอย่างมีอิสระ เราต้องการแค่สายตาที่มองดูเราแล้วมีความหมายตรงข้ามกับสิ่งร้ายๆและตีความหมายว่าเราคือคนทำ เราไม่ต้องการให้ใครมาระแวงแม้กระทั่งจะเดินข้ามผ่านหน้าบ้านของตัวเอง เราไม่ต้องการให้ใครมาจับเราไปแล้วบอกว่านายสั่ง เราไม่ต้องการให้ใครมาปิดล้อมและยิงถล่มบ้านพ่อแม่พี่น้องญาติของเรา



พวกคุณหลงใหลอยู่กับอำนาจที่คุณต้องการไม่เคยพอ พวกคุณไม่เคยรู้สึกรับผิดชอบต่อการกระทำที่พวกคุณได้ทำกับเราเอาไว้ คุณมองผ่านการร้องขอของความเป็นธรรมคุณตัดสินการกระทำของเราอย่างผิวเผิน คุณบ้าอำนาจคุณเห็นแก่ตัว ทุกๆโมเลกุลของความคิดในสมองคุณจงรักภักดีแต่อำนาจที่อยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น คุณไม่เคยรู้หรอกว่าอะไรที่คุ้มค่าพอที่จะต้องต่อสู้เอามานอกเหนือจากเก้าอี้ตัวนั้นที่มันหลอนตาคุณ

"คุณบอกว่าคุณจะอยู่เคียงข้างเรา คุณจะช่วยเหลือเยียวยาเรา คุณเห็นเราเป็นมิตรมากกว่าศัตรู"

ใช่คุณคือมิตร มิตรที่อยู่เคียงข้างศัตรูมิตรที่โกหกได้อย่างแนบเนียน มิตรที่ปกปิดความอัปยศของตัวเองด้วยการสั่งฆ่า มิตรที่ตัดสินด้วยกฎหมายในมือเพียงฝ่ายเดียว มิตรที่ไม่เคยให้เราได้จับยึดกับสิ่งที่จะช่วยเยียวยา มิตรที่ล็อคประตูอย่างแน่นหนาอยู่ในห้องความคิดของตัวเอง

เราเจ็บมามากแล้ว..มากกว่าครั้งไหนๆทั้งหมดที่เราเคยเจอ เราไม่เหลือทางเลือกอื่นอีกแล้วที่จะช่วยเหลือเราให้หลุดพ้นจากห้วงแห่งกรรม...วันนี้เราแค่ขอระบายขอแค่ใครสักคนหนึ่งมารับฟังแล้วเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้ดีขึ้น เพราะเราไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะยืนอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้ได้อย่างไรถ้าเราไม่มีวันได้เติบโต เราจะต้องต่อสู้อย่างหัวชนฝากับคนที่เราไม่รู้จักหน้าต่อไปได้อีกนานสักเท่าไหร่ เราจะต้องสูญเสียอย่างไม่เต็มใจเพื่อสนองความเจ็บใจกันอีกต่อไปถึงตรงไหนกัน


เราไม่อยากมีกำแพง เราไม่อยากต่อสู้อีกแล้วเราสู้ต่อไปเราก็ไม่เคยถูกเลยเราคือคนผิดมาโดยตลอด วันนี้ก่อนที่ทุกอย่างมันจะไม่สามารถเยียวยา วันนี้เราจะขอสู้อีกเฮือกสุดท้าย เราไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นอีกต่อไปหรืออะไรที่มีคุณค่าพอหรือคุ้มค่าที่คุณตีราคาเราไว้ เราไม่อยากรู้ว่าสิ่งนั้นที่คุณให้ความหมายเราเทียบเท่าได้กับอะไรแต่วันนี้เราอยากบอกคุณเท่านี้ว่า...เราขออยู่บนพื้นที่นี้ที่พ่อแม่เราสร้างมาอย่างมีอิสระได้ไหมเราไม่ได้อยากต่อสู้เอามันมาเราหวังเพียงแค่ว่าคุณให้เรามีความรู้สึกเหมือนที่ตรงนั้นเป็นของเราอย่างมีอิสระก็พอ




                                                                   …วัคซีน...