วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

~วันเกิดของฉัน~




9.พ.ย.วันเกิดของฉัน

วันนี้พระเจ้ามอบชื่อให้แก่ฉัน
วันนี้พระเจ้าให้ชีวิตเล็กๆของฉันได้ถูกจารึกลงบนดาวเคราะห์ดวงนี้ “ดาวโลก”
วันนี้แม่ของฉันทำให้หนึ่งชีวิตเกิด พร้อมกับหนึ่งชีวิตต้องสูญเสียความสมบูรณ์
เพื่อให้ความสมบูรณ์พร้อมแก่ ชีวิตเล็กๆที่ทำสุดชีวิตในฤดูหนาว

มันมีความกระตือรือร้น มีความเจ็บปวด
มีความทรมานแต่ก็เอาชนะได้อย่างชัดเจน
ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาจากความโดดเด่น
ดังนั้นสิ่งเดียวที่ฉันจะทำ..ก็คือ..“การมีชีวิตที่ไม่สยบยอมต่อความตกต่ำ”

“ฉันเกิดมาพร้อมกับกลิ่นอายของฤดูหนาวใน 34 ขวบปี 34ฤดูกาลที่ล่วงผ่านมาแล้ว”

ชีวิตแรก...เริ่มละลายช้าๆ
เปรียบเสมือนว่า ความหนาวนั้นได้ชำระล้างจิตใจอันบริสุทธิ์ให้เลือนหายจนสิ้น
และปกคลุมด้วยหมอกควัน...ด้วยแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงในฤดูร้อน
เปรียบเสมือนว่าความสุขที่แท้จริงจะหลั่งไหลมาอยู่แค่ตรงนั้น ...แล้วก็หายไป...
….
….
ฉันเฝ้าคอย..คอยอยู่อย่างนั้น???..
คอยอยู่ในแต่ละวันที่แสนห่างไกล
ฉันเฝ้าอธิษฐาน ณ.ที่เดิมตรงนี้
ในห้องที่ถูกฉายด้วยแสงของอาทิตย์ยามเย็นและยามเช้า

“พระจันทร์หมุนผ่านฉันไป 34 รอบ ฉันก็หมุนตามพระอาทิตย์ไปเท่านั้น”
...
ภายใต้ความงามนั้นมีความเศร้าซ่อนอยู่
ภายใต้ราตรีกาลอันเหน็บหนาวนั้นก็มีความลับซ่อนอยู่
“ความลับแห่งชีวิต”
แม้กี่ฤดูกาลจะเวียนผ่านไป
ฉันก็ไม่เคยล่วงรู้ความลับลึกของมันได้
บทเพลงแห่งชีวิต..บรรเลงไปตามท่วงท่าของชีวิต
ไม่มีผู้ใดรู้นามผู้รังสรรค์..มันบรรเลงไปตามทำนอง
ผ่านกฎของการเปลี่ยนแปลง
ผ่านกฎของฤดูกาล..ผ่านกฎของเวลา
...
“และ วันนี้ที่ 9.พ.ย. ก็เวียนมาบรรจบอีกแล้ว”

..ฉันอยากหยุดเวลาของชีวิตไว้..
ให้มีแค่เพียง..จินตนาการเท่านั้น
ให้มีเพียงแค่..ความฝัน
ให้มีแค่เพียง..จิตที่เป็นนิรันดรกาล


..เพื่อฉันจะได้เขียนเรื่องราวบทใหม่ลงไป..
สำหรับฉัน..ผู้ชื่นชอบอยู่กับจินตนาการ
สำหรับเธอ...ผู้เป็นเพียงอากาศธาตุที่แสนเลือนราง
“สำหรับความฝัน..ผู้เป็นนิรันดรกาลอันแสนห่างไกล”
ฉันจะเดินไปพร้อมกับโลก
ฉันจะเดินไปพร้อมกับความฝัน
ฉันจะเดินไปพร้อมกับสายลม
ฉันจะเดินไปพร้อมกับพระจันทร์
ฉันจะเดินไปพร้อมกับแสงพระอาทิตย์
ฉันจะเดินไปพร้อมกับเธอ “ผู้อยู่ในฝัน”

“ผู้เป็น..ดั่ง..อากาศธาตุในสายลม”

ฉันจะไม่ยอมแพ้ต่อสายฝน
ฉันจะไม่ยอมแพ้ต่อสายลม
ฉันจะไม่ยอมแพ้แม้แต่ลมหนาว
หรือแม้แต่ความอบอ้าวในฤดูร้อน
ฉันจะใช้ร่างกายที่แข็งแกร่ง จิตใจที่แข็งแรง
ฉันจะใช้ความกล้าหาญของฉันเขียนศิลปะชีวิตฉัน
เพื่อว่าสักวันฉันจะไปได้ถึงระดับวรรณกรรม
เพื่อว่าสักวันศิลปะของฉันจะถูกถ่ายทอดไปถึงคนที่เห็นเหมือนฉัน
เพื่อว่าสักวันชื่อของฉันจะได้ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์วรรณกรรม

และวันนั้นก็จะเป็นวันแห่งความรุ่งโรจน์สดใส
เป็นวันที่ฉันได้ลบคำที่เคยดูถูกเหยียดหยาม
จะเป็นทุกวันต่อไปที่มีแต่ความสงบสุข
ไม่มีความโลภไม่มีความโกรธ
ไม่มีแม้แต่ความเจ็บปวด รวดร้าว
ความโศกเศร้าหรือสิ้นหวัง

ชีวิตบนความสุขสงบเช่นนี้ นั่นคือสิ่งที่..คนอย่างฉัน..“อยากจะเป็น”
ฉันจะดื่มกินคำประณาม
ฉันจะระบายความเหงาให้เป็นบทกวี
ฉันจะรังสรรค์ความเศร้าที่มีให้ดูสวยสดงดงาม

งานเขียนที่ออกมาจากใจของฉัน..มันจะให้ความรู้สึก
เหมือนเวลารินรดไวน์ลงในแก้ว..แล้วดื่มกินมันจนสิ้น
คุณจะรู้สึกหลอมละลาย..อ่อนไหวไปกับมัน
คุณจะดื่มด่ำอยู่กับความมึนเมา “ที่คุณเต็มใจพร้อม”
“ฉันจะไม่ใช่นักประพัน”
ฉันจะเป็นคนที่ติดตามดื่มกินความรู้สึกเพื่อรังสรรค์
เพื่อรังสฤษฏ์ชีวิต..เพื่อความฝัน..เพื่องดงาม..เพื่อความเหงา
ฉันจะดื่มกินทุกอย่างจะไม่ยอมให้อาหารเหล่านั้นหลุดจากมือไป

...และวันนั้นแสงกระพริบวิบวาวจากดาวดวงหนึ่ง
ณ. เส้นรุ้งขอบฟ้ายามรุ่งสาง จะเปล่งประกาย...
ฉันจะทำให้ความเหงาเลือนหายไปจากตัวเธอ
ฉันจะทำให้ความเศร้าสร้อยเลือนหายไปจากตัวฉัน
ฉันจะทำให้ความมืดครึ้มของคืนวันเลือนหายไปจากท้องนภา

เธอและฉันจะได้ดื่มกิน กระดาษและตัวหนังสือ
เราจะยืนอยู่ด้วยกันบนพื้นที่...ทีปราศจากการดุด่า
ปราศจากการยกย่อง...ปราศจากผู้โดดเดี่ยว
และด้วยอำนาจล้ำลึกของความทรมาน..จะนำทางให้เรามาพบกัน

จะมีแต่เพียงจิตวิญญาณที่เงียบสงบ
จะมีแต่เพียงความเข้าใจ อันบริสุทธิ์
จะมีแต่เพียงจินตภาพที่ไร้เดียงสา
จะมีแต่เพียงความลึกซึ้งที่คำพูด..ไม่ใช่..ผู้บรรยาย
จะมีแต่เพียงความงดงามอ่อนไหว ที่ไม่เคยให้ถ้อยคำใดได้เข้าถึง
จะมีแต่เพียง...“ความรู้สึกที่แท้จริง”

“แค่เธออดทนรอฉัน แค่เธอรอได้”

เพราะความรู้สึกที่แท้จริงเราจำเป็นต้องเดินควบคู่ไปด้วยกัน
เพียงแค่นี้กาลเวลา ณ.ทิวา และ ราตรี..ก็จะเป็นเวลาแห่งความงดงาม...

                                                                                      ...วัคซีน...



วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อิสรภาพ~แบบ~คาลิล ยิบราน





ที่ใต้ร่มไม้รอบโบสถ์ และใต้ร่มเงาของป้อมปราการ เราได้เห็นเธอที่เป็นอิสระที่สุด สวมใส่อิสรภาพของตน ดุจดั่งขื่อคาและโซ่ตรวน
และดวงใจเราก็หลั่งเลือดอยู่ภายใน เพราะเธอเป็นอิสระได้ ทั้งที่ความกระหายในอิสรภาพเป็นบังเหียนรั้งเธออยู่ และเมื่อเธอเลิกกล่าวถึงอิสรภาพว่า เป็นจุดหมายปลายทางและความบรรลุผลแล้ว
เธอย่อมเป็นอิสระแน่แท้ ทั้งที่วันของเธอยังมีความรับผิดชอบ และคืนของเธอยังมีความต้องการและความระทม ด้วยแม้เมื่อสิ่งเหล่านี้เกี่ยวรัดชีวิตของเธอไว้ เธอก็ยังสามารถหลุดลอยขึ้นเหนือมัน เปล่าเปลือย และไม่ถูกผูกมัด
เธอจะหลุดลอยขึ้น เหนือทิวาและราตรีของเธอได้อย่างไร นอกจากจะทำลายโซ่ตรวนซึ่ง ณ.อรุโณทัยแห่งความเข้าใจนั้น เธอได้ผูกมันไว้รอบยามเที่ยงของเธอเอง
ตามสัตย์จริง สิ่งที่เรียกว่า อิสรภาพนี้ คือโซ่ตรวนแบบที่แข็งแรงที่สุด แม้ว่าข้อต่อของมันจะต้องแสงแดดเป็นประกายจับตาของเธอ สิ่งที่เธอต้องสละทิ้งไป เพื่อจะบรรลุอิสรภาพนั้นมิใช่สิ่งอื่นใด แท้จริงก็คือชิ้นส่วนของอาตมันของเธอนั่นเอง
ถ้าเธอต้องการลบล้างกฎหมายอันไม่เป็นธรรม ก็กฎหมายนั้นแท้จริง เธอได้จารึกไว้ด้วยมือตนบนหน้าผากตนเอง เธอไม่อาจลบถูมันหมดได้ โดยเผาตำรับกฎหมายหรือล้างหน้าผากตุลาการของเธอ แม้ว่าเธอจะลวกรดด้วยน้ำทั้งมหาสมุทร
และแม้ว่าเธอจะโค่นบัลลังก์ทุราช ก็จงดูให้แน่ใจเสียก่อนว่า บัลลังก์ของเขาภายในเธอถูกทำลายก่อนแล้ว เพราะทุราชจะปกครองอิสระชน และผู้หยิ่งผยองได้อย่างไร ถ้าไม่เพื่อข่มขี่อิสรภาพ และก่อความอัปยศในความทะนงของเขาเหล่านั้นเอง
และเธอสามารถจะเหวี่ยงความหวั่นระวังไปให้พ้นก็ความหวั่นระวังนั่นเอง เธอได้เป็นผู้เลือกเอา มิได้มีใครนำมาบังคับแด่เธอ และถ้าเธออยากขจัดความหวาดกลัว รากฐานของความกลัวนั้นก็อยู่ในดวงใจของเธอเอง มิใช่ในเงื้อมมือของสิ่งที่เธอกลัว
แท้จริงสรรพสิ่งอันเคลื่อนไหวอยู่ในเธอนั้น ดำรงอยู่ในความกอดรัดเพียงกึ่งเดียวเสมอ ทั้งสิ่งต้องปรารถนาและสิ่งที่พรั่นพรึง สิ่งน่าขยะแขยง และสิ่งต้องอารมณ์ ทั้งสิ่งที่เธอไล่ไขว่คว้า และสิ่งที่เธอต้องการหลบลี้ และในเมื่อเงามืดจางและสูญไป ความสว่างอันยังคงอยู่ก็กลายเป็นเงาของความสว่างใหม่ต่อไป
เช่นเดียวกันนี้ เมื่อพันธนาการแห่งอิสรภาพของเธอสิ้นสูญไป มันเองก็กลายเป็นพันธนาการของอิสรภาพอันยิ่งใหญ่กว่าต่อไป
เครดิตข้อมูลจาก ...The Prophet
                                                                                                                                        ...วัคซีน...

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

~เธอคือใคร??~







เธอคือใคร



เธอเข้ามา เธอเข้าใจ  เธอดูเหมือนใส่ใจ 

เธอเหมือนเป็นใครที่อยู่ในฝัน
 

เธอต้องการอะไร ? เธออยากรู้อะไร?
 

หรือเธอต้องการจะสื่ออะไร?


แล้วเธอคิดว่าสิ่งที่เธอทำลงไปถูกต้องแล้วหรือ??
 

..เธอรู้ไหม  พื้นฐานของความใส่ใจ.ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความหวาดระแวง
 

แต่หากจิตของเธอตอนต้น  รายงานผลให้เธอเคลือบแคลง
 

ขอให้เธอเลือกเชื่อฟังในคำสั่งนั้น..ขอให้เธอได้สบายใจเถอะ
...
...เมื่อบางอย่างทำให้เธอต้องหนักใจ....
 
เมื่อการมอบชื่อให้ฉันแล้วทำเธอต้องสูญเสียความบริสุทธิสง่างามไป
เธอก็จงสานกรอบขึ้นล้อมความวิเศษรูปนั้นไว้
มันถูกแล้วที่เธอจะเลือกยืนอยู่บนท่าเรือที่เธอคิดว่าเธอปลอดภัย 

ส่วนฉันขอเลือกล่องเรือออกไปอย่างที่ใจฉันฝัน..ตามเสียงของหัวใจ

...
...

ขอบคุณนะที่ผ่านเข้ามา 
 

ขอบคุณนะที่สร้างความหนาวเหน็บเจ็บๆที่ตรงกลางใจ
ขอบคุณนะที่สร้างรอยหยักใหม่ๆเพิ่มเข้าให้ในสมอง 

ขอบคุณนะที่สอนให้ฉันได้มองเห็นโลกในอีกหนึ่งมุมมอง
 

..ขอบคุณและขอบคุณ..ไม่เป็นไรฉันเข้าใจ..และหวังว่าเธอก็จะเข้าใจในสักวัน... 


                                                                                                                                ....วัคซีน...






วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

Colour of the wild-Vanessa Williams




~จงฟังเสียงที่ธรรมชาิติกระซิบ~

กาลครั้งหนึ่งเมื่อกิเลสเบ่งบาน ทุกอย่างถูกตีเป็นราคา
เสกสรรสรรพสิ่งให้มีค่าสุกปรั่งดั่งทอง
เพียงหวังในอนาคตได้ครอบครอง
แล้วอนิจจัง คืนฝันก็พังราบ ทุกสิ่งดับลับหายไป 

โอ้เหล่ามวลมนุษย์ เจ้าเป็นสัตว์ประเสริฐหรือคนบาป
ทำลายทุกอย่างเพื่อได้สร้างวิมานใหม่
หากแต่สิ่งที่ได้มา ดั่งฝันร้าย 
ฉายความจริงที่ไม่เคยจินตนาการ

ดังสายฝนที่สาดเทลงมา ในงานแต่งกลางแจ้งแสนโสภา
อัสดงแสงสุดท้าย หาได้งดงามดั่งใจเจ้าเฝ้าฝัน
หายนะที่เจ้าได้มาถือเป็นการชำระหนี้
 ที่เจ้าได้เทกระเป๋าซื้อมันมา
บนเส้นทางที่เจ้าไม่ชอบใจ กับชะตากรรมที่เจ้าไม่เปรมปรี
มันไม่ทำให้เจ้าปลาบปลื้มใจหรอกใช่ไหม
แต่เจ้าก็ได้จ่ายให้มันไปแล้วกับหายนะ

แดดร้อน ลมแรง สายฝนที่สัดสาดไม่ขาดสาย
แท้จริงเป็นเสียงกระซิบของอะไร
 ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมเปิดตาดูและเงี่ยหูฟัง
 กับคำเตือนดีๆ ที่เจ้าควรจะใส่ใจ
 หรือเพราะเจ้าก็ไม่คิด ว่าธรรมชาติจะให้คุณ ถึงเพียงนี้


ภัยพิบัติไม่มีป้ายเตือนใจ
ไม่มีเวลาให้เจ้าได้เก็บกระเป๋าและสั่งลา
แม้แต่คำอภัยโทษจากพระเจ้าก็มาถึงช้าเกินไป
พวกเจ้าทำลายมาทั้งชีวิต เพื่อจะได้ในสิ่งที่เฝ้าฝัน
แต่ชีวิตมันช่างน่าขัน ไม่มีนิจนิรันดร
มีแค่คืนฝันที่ผันผ่าน
มีแค่ความสุขที่เป็นเพียงอัสดงของวันวาน
และนั่นแหละคือความจริง


 ความจริงที่กระทำโดยมีพระเจ้าเฝ้าดู
เมื่อกำลังไปได้สวย พระเจ้าก็เอาคืน
ชีวิตเป็นแค่การถูกหลอกให้ทำตัวตลกน่าอับอาย
 เมื่อได้สติรู้ตัวว่าทุกอย่างกำลังจะเลวร้าย
 มันก็พังครืนลงมาตรงหน้าให้เจ้าต้องช้ำใจ



"นี่หรือชีวิตที่เจ้าเฝ้าฝัน"

  ตัดพ้อมันสิกับชีวิต ที่ไม่เป็นดั่งใจเจ้าหวัง
ทำไมสวรรค์ไม่เคยบอกอะไร 
ทำไมพระเจ้าไม่ส่งจดหมายเตือน
ทำไมชีวิตเป็นดั่งละครที่ไม่มีบท
ทำไมชีวิตเหมือนถูกหลอกใช้ 
ทำไมทุกอย่างในชีวิตดั่งถูกพระเจ้าเล่นตลก

ขบขันกับมันสิชีวิต  ที่ค้นหาแค่ความสุขแต่พระเจ้าไม่เข้าใจ
โทษพระเจ้าสิ ที่ไม่เคยเปลี่ยนความโลภให้เป็นความดี
โทษพระเจ้าสิ ที่ไม่มีฤทธิเดช ทำให้ศรัทธาแจ่มจรัสเฉิดฉาย
ถามกับพระเจ้าสิ ว่าจิตสำนึกทำไมพระเจ้าไม่มอบให้กับมนุษย์ทุกคน


                                                                                                                                        ...วัคซีน...