วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

~อยู่ในใจ แต่ไกลกัน~(ความฝัน)



วิสัยทัศน์ที่กว้างเกินไปจะทำให้เกิดเส้นแบ่งระหว่างตัวเองกับโลก
 “นั่นคือสิ่งที่เธอมองเห็นจากที่สูง” 
...แม้ตรงนั้นจะไม่มีอะไรอยู่เลยแต่ก็ยังรู้สึกถึงความสวยงามได้…..

แต่เธอรู้ไหมภาพที่เธอมองเห็นจากที่สูง คือ อะไร??
แรงกระตุ้นนั้นเมื่อได้มองเห็นโลกที่ตัวเองอาศัยอยู่จากเบื้องบน 
ความรู้สึกรุนแรงถึงแม้เธอจะพยามปฏิเสธมัน
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นเมื่อมองลงมาจากที่สูง คือ ความรู้สึก "ห่างไกล"ไง 
สายตาที่เธอใช้ มองบอกความจริงอะไรไม่ได้ 
ไม่มีประสบการณ์ใดที่เกิดจากความรู้สึกว่าเหมือนจริงคือความจริง 
เธอจงอย่าปล่อยให้ความคิดขัดแย้งกับการใช้ชีวิตจนทำให้เกิดความสับสนจนเสียสมดุล
ถึงการมองเห็นจะอยู่ในกรอบของสามัญสำนึกและเธอก็หลุดออกจากกรอบนั้นไม่ได้
 แต่สิ่งที่สมองเธอเข้าใจต่างหากล่ะที่บอกว่าเธอควรมีชีวิตอย่างไร
....
การคิดว่าโลกที่เธอมองเห็นโลกที่เธออาศัยอยู่เป็นโลกกว้างแทนที่จะเป็นโลกแคบๆนั้นถูกต้องแล้ว
แต่เธออย่าได้รู้สึกเปล่าเปลี่ยวอยู่เลยเมื่อต้องอยู่บนโลกกว้าง
 อย่ามองเห็นว่าโลกกว้างจนหาที่อบอุ่นไม่ได้ 
ตรงไหนที่รู้สึกว่ากว้าง ว่างเปล่าตรงนั้นจงให้ความรู้เข้ามาแทนที่ความมีเหตุและผล
 สามัญสำนึกเหมือน"ของเทียม"จิตสำนึกคือ"ของแท้" 
ของเทียมนั้นแม้จะทำให้เหมือนจริงแค่ไหน
แต่ถ้าหากไม่มีจิตวิญญาณเป็นตัวขับเคลื่อนแล้วมันก็เป็นได้แค่ภาชนะที่ว่างเปล่า
อย่าทำให้บันทึกในช่วงเวลาที่เธอมีชีวิตอยู่ไหลตามเวลาในกาลปัจจุบันไม่ทัน
  และจงให้เวลายืดอยู่กับความทรงจำของผู้คนเหมือนควันที่ไม่หายไปในทันทีแม้ไฟจะดับไปแล้วก็ตาม
 ....
เธอทุกคนสามารถแสดงความรู้สึกได้เท่าแค่ที่เธอมีอยู่ 
แต่เธอทุกคนกลับเรียกสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยมานะและความพยายาม ว่าเป็นเรื่องของ"โชคชะตา"
  แล้วเธอทุกคนก็ต่างไขว่คว้าหาโชคชะตาในความรัก
 แต่ยิ่งความสัมพันธ์ลึกซึ้งมาก เท่าไหร่ก็ยิ่งถูกโชคชะตาครอบงำมากขึ้นเท่านั้น
เธอทุกคนจะคิดบ้างไหมว่าถ้าหากโชคดีหรือโชคร้ายบนโลกนี้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา 
โชคชะตาเองก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน
เธออย่าลืมว่า ผลสะท้อนอย่างรุนแรงเป็นเหมือนตั๋วเดินทางอันไร้เที่ยวกลับ 
จุดหมายปลายทางของมันหากไม่ใช่สวรรค์สิ่งนั้นก็คือนรก 
ถ้าหากความกลัวของเธอกลายเป็นแสงแรกที่ลุกโชติช่วง
เมื่อนั้นโชคชะตาของเธอก็ได้ถูกปิดตายลงแล้ว
....
ยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดเธอจะเห็นอะไรหรือ???
หากหันหลังให้ดวงอาทิตย์ก็ได้เห็นแค่เงาตน
 แต่ถ้าเธอเงยหน้าให้ดวงจันทราเมื่อแสงส่องมาเธอก็จะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร 
....
ความคิดในเธอทุกคนแม้แต่ในภวังค์ก็ยังไม่เลือนหาย
ถ้าเธอแค่เพียงสามารถลืมเลือนทุกสิ่งได้ เธอก็จะยืนหยัดได้อีกครั้ง
และถ้าโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในสักวันหนึ่ง 
ระหว่างที่เธอกำลังหลงทางและไขว้เขว เธอก็จะไม่มีวันหยุดนิ่ง 
แม้ชีวิตของเธอจะแปดเปื้อนและแสงสว่างก็ถูกพรากไป
เหลือไว้แต่เพียงความวิปริตในแววตา เธอก็จะไม่มีวันหลงเชื่อสิ่งที่ได้มาโดยปราศจากคำลวง
 จงส่งความรู้สึกที่เธอต้องการวาดฝันออกไป
จากความมืดมิดสู่แสงสว่างอย่างเช่นอาทิตย์อัศดง 
เพื่อสักวันหนึ่งเธอจะเข้มแข็งขึ้น
 ในความใสกระจ่างของท้องฟ้า ยามราตรี ภายใต้รัศมีของจันทราที่สาดส่อง
ทุกวันขอให้เธอจงเฝ้ามองความงดงามจากตรงนั้นเคลิบเคลิ้มหลงไหลไปกับมัน 
และแม้จะต้องอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวภายใต้แสงของพระจันทร์
ไม่มีแม้ใครสักคนเรียกหาชื่อของเธอ 
 จำไว้ว่าอย่าท้อจนหยุดฝันจงไขว่คว้าหามัน “ความฝันในอนาคต”
 เมื่อยามที่เธอไม่เหลือสิ่งใดให้ยึดไว้และไขว่คว้า
จงปล่อยให้สายลมพัดผ่านกาลเวลาแล้วทุกอย่างจะค่อยๆเคลื่อนไหว 
อย่าไปหวนรำพึงถึงมัน “สิ่งที่ผ่านพ้นไป”
ปล่อยให้หัวใจได้ล่องลอยไปหาแค่ความฝัน
"ภายใต้แสงของพระจันทร์ให้มีเพียงชื่อเธอและความฝัน สลักฝากไว้กับจันทรา"

...วัคซีน...

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

~ภาพนิทาน~





...ก้อนเมฆที่เราเห็นเป็นเช่นเดิมทุกวันตอนนี้ก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปจากเดิม ผู้คนหยุดมองก้อนเมฆเหล่านั้นบนท้องฟ้าที่อยู่ห่างไกลออกไปทั้งๆที่เป็นแบบนั้น  มันเหมือนมีสิ่งลึกลับที่รู้สึกราวกับว่าได้หลุดเข้าไปยังอีกโลกหนึ่งความรู้สึกแปลกที่ไม่สามารถบรรยายได้เป็นเหมือนภาพนิทานของความฝัน...
.....
.....
ความตายที่เป็นดังเข็มดาบ เหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมาที่หัวใจเธอ
 ความรู้สึกลึกๆ..พริบตาที่ถูกทำร้ายจากการถูกแทงหัวใจ
กระแสความตายที่ไหลทะลักและความรู้สึกมีชีวิตที่พวยพุ่งออกมา
ตลอดเวลาที่เธอคิดว่าเธอไม่หลงเหลือสิ่งใด
แต่เธอยังมีสิ่งเรียบง่ายแสนสำคัญหลงเหลืออยู่
....
....
 เธอผู้จำไม่ได้ว่าอยู่กับตัวเองมานานเท่านไหร่และไม่รู้ว่าต้องอยู่กับตัวเองไปนานแค่ไหน
รู้แต่เพียงเธอได้เฝ้ามองทิวทัศน์ที่อยู่ข้างนอกนั้นทุกวันเป็นเวลานาน 
วันแล้ววันเล่าเฝ้าดูอยู่อย่างนั้นผ่านบานประตูของหัวใจ
ความเงียบเหงาเดียวดายถึงว่าเธอจะเกลียดมันสักเพียงไหนแต่นั่นก็เป็นสิ่งเด่วที่เธอมี
และแม้ทุกคืนวันจะมองไม่เห็นใครแต่เธอก็ยังคงอยู่
 เธอให้จิตของเธออาศัยอยู่บนฟ้าเพราะถ้าวิญญาณคือตัวเธอ
เธอก็คงถูกความเจ็บปวดฆ่าให้ตายไปแล้ว ตัวเธอบนท้องฟ้าจึงไม่มี
เธอทิ้งตัวไว้บนโลกนี้ เธอมีสองบุคลิกในเธอ เธอควบคุมสองร่างด้วยจิตใจเดียว
ท่ามกลางอ้อมกอดของสายลมอ่อนๆ ใจของเธอที่รำลึกความหลังได้ขาดสะบั้นลงไม่มีชิ้นดี
 เธอผู้ยืนโดดเดี่ยวอยู่บนยอดเขา เฝ้ามองฤดูกาลที่ผ่านไป ณ.จุดสิ้นสุดของท้องฟ้าสีคราม
เธอมองไม่เห็นอะไร เธอต้องการความกล้า
 เธอเฝ้าสวดภาวนาอยู่แผ่วเบาให้กับวันเวลาที่ไร้กังวล 
แม้ทุกอย่างจะไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้
แต่ดอกไม้ไฟแห่งความทรงจำในต้นฤดูเหน็บหนาวก็ยังไม่ยอมจางหายไป
...แม้กระทั่งตอนนี้เองก็ตาม
 แสงอาทิตย์ร้อนๆที่เข้าตาทำให้เธอจำฤดูครั้งนั้นได้โดยที่ไม่รู้ถึงความหมายของความเจ็บปวด
รอยยิ้มแห่งความเจ็บปวดของตอนนี้ทำให้เธอยินดีเสมอ
เธอยังคงเฝ้าหวังในความปราถนาและความฝันเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากที่ที่ไกลออกไป
 ไม่ว่าจะเลือนลางเพียงใดเธอยังคงเฝ้ามองและเงี่ยหูคอยฟังเสียงนั้นอยู่เสมอ
ความปราถนาที่แน่วแน่ของเธอวิ่งไปตามเส้นขอบฟ้าที่ไม่มีวันสิ้นสุด
น้ำตาที่เคยเอ่อล้นออกมา สักวันคงเป็นราคาของความภาคภูมิใจ
 ทุกครั้งที่มีความสุขเธอก็อยากหยุดเวลาอยากให้ทุกคนจับมือกันไว้อยู่แบบนี้
...แต่เวลาก็เดินผ่านไปเรื่อยๆ
มีเพียงภาพฝันเพียงหนึ่งเดียวที่วาดไว้บนฟ้าว่าสักวันเธอจะเป็นดาว
เธอจะส่องสว่างเวลากลางคืนท่ามกลางความมืดมนท่ามกลางดาวหมู่อื่นหมื่นพัน
 เธอสวดภาวนาอย่างเงียบงันด้วยความรู้สีกอันบริสุทธิและขณะนี้แสงนั้นได้มอบชีวิตแก่เธอแล้ว
เธอจะคงอยู่เป็นดาวของเธอแบบนี้ด้วยใจของเธอ
ส่วนที่ปลิแตกออกมาจากความเจ็บปวด เป็นจุดเริ่มต้นของแสงสว่าง
ความคิดของเธอดั่งละลอกคลื่นและหัวใจเธอเป็นดั่งหินผา
เธอรู้ว่าอะไรจะคอยเธออยู่ตรงหน้าในวันพรุ่งนี้
มันไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่จะได้พบเจอ เพราะช่วงชีวิตเธอนั้นขึ้นอยู่กับพลังของเธอ
ดังนั้นหากเธอจะเป็นดาวมวลของดาวจึงต้องเหมาะสมกับพลังงานของดาว
และความหนาแน่นของดาวก็เกิดขึ้นจากจำนวนนั้น
 เวลานั้นมันคงจะดีถ้าทุกคนชอบอาหารจานพิเศษที่ทำจากความรักของเธอ
 วิตตามินความรักจะมาพร้อมกับความอบอุ่น
ในวงแขนของความรักที่เธอจะอยู่ในนั้น ความรักจะตอบคำถามทุกอย่างที่เธออยากรู้
และคำตอบนั้นจะเป็นของคุณ
 บ่อยครั้งยามหลับที่เธอมักฝันถึงผีเสื้อและในความฝันเธอก็ไม่รู้ว่ากำลังมองดูมัน
...หรือว่าตัวเธอนั้นเองที่เป็นผีเสื้อ
 ผีเสื้อตัวนั้นบินไปบินมาอยู่ในความฝันอย่างแคล่วคล่องว่องไว
...แล้วก็มีแมลงปอตัวหนึ่งบินเข้ามา...
พยายามจะตามให้ทันผีเสื้อแต่ก็ไม่ไหวสุดท้ายก็หมดแรงตกลงสู่พื้น
 แมลงปอคงจะบินอยู่ได้นานกว่าถ้าวันนั้นมันกระพือปีกเพียงเพื่อให้ลอยตัวอยู่ได้
แต่แท้จริงแล้วแมลงปอตัวใดเล่าที่ได้รู้จักการบินแล้วจะยอมทนล่องลอยอยู่
เพราะฉะนั้นมันจึงเลือกบินไปไม่ยอมเพียงล่องลอย
คำว่าบินขึ้นกับร่วงหล่นอยู่คู่กันเสมอ แต่ยิ่งพยายามบินขึ้นเท่าไหร่ทำให้ลืมความจริงข้อนี้ไป
 ผลคือถึงแม้จะตายไปแล้วก็ยังจะบินขึ้นไปเหนือเมฆอีกไม่ยอมตกลงสู่พื้นดิน
...แต่กลับตกขึ้นไปบนฟ้า
ความกล้าเพียงชั่ววูบกับความกล้าที่ต้องคงไว้ตลอดไปแบบไหนยากกว่าต่อไปแมลงปอคงรู้ซินะ
 เมื่อไหร่กันนะที่เราจะรู้ว่าสิ่งลึกลับที่เรากลัวแท้จริงเป็นแค่คนแปลกหน้าเท่านั้น
เมื่อสังหรณ์ไม่ดีไม่ยอมหายไปสังหรณ์นั้นก็มักจะนำเรื่องร้ายมาด้วยเสมอ
เธอที่เป็นผู้กระทำและถูกกระทำย่อมรู้ดีกว่าใครอื่นว่าความหลอกลวงเป็นเรื่องน่าเศร้าแค่ไหน
เธอผู้ที่ไร้บาดแผลกับเธอที่มีแต่บาดแผล เธอผู้ที่ดูเปราะบางเหมือนจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
 เธอผู้น่าเศร้าที่ไม่สามารถสื่อความในใจออกมาได้แม้แต่เพียงครั้งเดียว
แต่เธอก็ไม่เคยหนี การหนีมีอยู่สองแบบคือการหนีอย่างไม่มีจุดหมายกับมีจุดหมาย
อย่างแรกคือการลอยตัวแบบหลังเรียกว่าโผบิน
เธอตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกทางไหน
การตัดสินใจเลือกเส้นทางเพราะความรู้สึกผิดบาป..อย่างนั้นเป็นเรื่องผิด
เธอไม่เลือกเส้นทางเพราะบาปที่แบกรับอยู่
แต่เธอเลือกแบกรับบาปในเส้นทางที่เธอเลือกเดินแล้วนั่นเอง
ไม่เคยมีใครคนใดในอดีตที่สามารถบินได้ด้วยเพียงแค่กำลังของมนุษย์
 เธอจึงรู้ว่าควรเลือกเดินทางไหนเพราะว่าเธอบินไม่ได้ 
 แม้ทุกวันนี้ก็ได้เพียงแต่ล่องลอยอยู่เท่านั้น 
...วัคซีน...

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

~คนเช็ดเงา~



ใครหรือจะบอกความแตกต่างของนรกกับสวรรค์ใครหรือจะแยกฟ้าครามออกจากความทุกข์
ใครหรือจะอ่านรอยยิ้มภายใต้ผ้าคลุมนั้นได้
....
...
...
เราคือวิญญาณหลงทางที่ยังเวียนว่ายอยู่ในที่เดิมๆ
ว่ายวนไปปีแล้วปีเล่า กระหายในสิ่งที่กำลังจะมา โหยหาหนทางเพื่อจะผ่านไป
คำปลอบใจลมๆแล้งๆเมื่อชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง
ก็เหมือนกับเศษเถ้าธุลีที่มอดไหม้อยู่กับหมู่มวลดอกไม้
เวลาของเราทุกวินาทีที่มีจะขอแลกเปลี่ยนกับภูติผีในความมืดมนได้หรือเปล่า
...
เมื่อเรามองหาหนทางออกก็ต้องบอกกับตัวเองว่าเจ็บตรงไหน
และไม่มีใครจะรักษาความรู้สึกตรงนั้นให้ได้หากว่าตอนนี้เราปิดล็อกมันเอาไว้
"ความโหดร้ายของความเจ็บปวด"
คือมันมักจะค้นหาหนทางและเข้ามาอยู่ในที่เดิมๆของมันเสมอๆ
และเมื่อมันค้นหาที่ของมันเจอก็อยู่ที่ตัวเราเองเท่านั้น
ว่าจะยอมปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้นตลอดกาลไหม
เราให้คำสัญญากับตัวเองไว้หรือ
"ว่าจะรักษามันไว้"
...
จงปล่อยให้ใจขับออกไปหาคำตอบของปริศนา
ไม่สำคัญว่าจะเกิดอะไรเราก็ต้องฝ่ามันไป
ทั้งในกลางคืนที่มีดวงจันทร์ และในกลางวันที่มีแสงอาทิตย์สาดส่องบนพื้นหญ้า
ชัยชนะและบาปมันก็เป็นแค่เรื่องของเวลา
อย่ายอมให้มันฉีกทึ้งสิ่งทั้งหมดทั้งมวลที่ฝังอยู่ข้างใน
แล้วได้แต่ยืนเฝ้ามองกองเศษซากความฝันที่แหลกสลายอยู่แทบเท้ากับพื้น
...
อย่าหลับฝันผ่านโมงยามที่รัศมีแสงได้มอดไหม้ผ่านเส้นทางของเราเมื่อยามตื่น
เพราะฟ้ายามเช้าทุกวันยังคงมาตรงเวลา มีแต่ฟ้าของเราเท่านั้นที่ยังสาย
หากมัวแต่หลับฝันไปยันบ่าย แล้วเมื่อไหร่ถึงจะได้เห็นแสงของตะวันรุ่ง
อย่ายอมอยู่ในกรงขังเพราะที่นั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง
และอย่าให้ในการเปลี่ยนเป็นเช่นการสืบต่อหน้าที่ของตะวัน
ที่มารับช่วงของพระจันทร์ยามค่ำคืน
เพราะในการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นไม่ได้ทำให้สิ่งอื่นใดเปลี่ยนไปเลย
...
เมื่อวิญญาณถูกขังอยู่ในคุกริมทะเล
มีภาพคือดวงจันทร์เป็นฝาผนังบนผืนสมุทธ
และเงาสะท้อนได้เผยให้เห็นรอยเท้าบนผืนทราย
เราจะยอมเดินเข้าสู่สงครามเพื่อการได้เป็นผู้นำในกรงขังไหม
?????????
หุบเขาที่สะท้อนแสงทองลงผืนน้ำ
เปรียบได้ดั่งชีวิตแรกที่เพรียบพร้อมงดงามดั่งงานศิลป์
ประดับดาด้วยความรักไม่มีวันตายไร้ที่ติ
เอนกายอยู่ในแดนสวรรค์ ล้อมด้วยความยุติธรรมและขนนกสีขาว
...
ล้านหัวใจกำลังขีดเขียนเรื่องราวของตัวเองลงบนถนนสายนั้น
ที่ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์กำมะลอ ทำนองของชีวิตเป็นดั่งสัจธรรม
ความจริงเพียงลำพัง มิอาจเอาชนะเปลวไฟอันโชติช่วงได้
แต่มันก็ไม่ได้ผิดเสมอไป จงเต้นรำให้หัวใจได้รู้สึกหวานฉ่ำไปกับมัน
เผือว่าสักวันจังหวะความฝันของเราจะลงตัว
...
สิ่งที่แย่ที่สุดคือความฝันที่ล่องลอยออกจากสิ่งที่ควรเป็นและทำให้ฝันไม่ได้อีกต่อไป
ชีวิตไม่ง่ายดายเกินไปที่จะเดินผ่านมามาผ่านไปโดยไม่เหลียวแล
จงหันหลังให้กับสิ่งที่เกือบรัก ตัดใจจากฝันที่อับโชค
โบกมือลากับสิ่งที่ไร้หวัง เพราะนั่นมีแต่จะทำให้ปวดใจ
และหากจิตใจต้องแหลกสลาย เรามิอาจทำให้มันลบเลือนหายไปกับน้ำทะเล
หรือเร้นกายซ่อนไว้ภายใต้ท้องถนน
ทุกๆความรู้สึกยังคงเวียนวน ในอารมณ์ทุกข์ทนแม้ทุกเช้าค่ำก็ยังหลอน
...
โลกนี้มีความฝันหลากหลายสี พ่นเรี่ยรายบนท้องฟ้า
ผู้สร้างฝันคือผู้ที่ย่ำเท้าไปกับพื้นถนนจนไม่มีคราบน้ำตา
ภาวนาให้ชัยชนะคือความรักที่ร่วงหล่นจากท้องฟ้า
แต่ก็ไม่ใช่ชั้นดาวดึงหรอกนะที่ถวิลหา
เพียงแต่ขอเห็นแสงดาวไม่อยู่ห่างไกลจากสายตา
และท้องฟ้าอย่าร้างไร้สิ้นแสงแห่งตะวันเพียงแค่นั้นก็สุขพอ!!
...วัคซีน...

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

~Happy Valentine's Day~



มันจะผิดไม๊ที่เราจะแต่งงานกับใครคนหนึ่ง 
ไม่ใช่เพราะเค้าเป็นคนเดียวที่ใช่แต่เพราะเค้าเป็นคนเดียวที่มี
มันจะผิดไหมที่คุณจะร้องเพลงรักให้กับ
คนที่คุณไม่เคยพบไม่เคยรู้จักทุกๆวันทุกๆคืนอยู่ในจินตนาการ
มันจะผิดไหมที่คุณจะไม่ยอมเปิดประตูบานนั้นให้หัวใจทั้งที่รู้ว่าเค้ายืนอยู่ข้างนอกตรงนั้น
มันจะผิดไหมที่คุณจะมีความรักโดยไร้ความพึงพอใจ 
และในบางครั้งยังเป็นเรื่องของความสะดวกสบาย ที่ไม่เคยทำให้หัวใจคุณเต้น
???????????????????????
ความรักเพื่อเงินตราคืออาชกรของหัวใจ อย่าทำให้ความรักของคุณเกิดขึ้นในระดับต่ำที่สุด
แม้โลกนี้จะไม่เป็นสถานที่โรแมนติก แต่อย่างไรก็ตามคนบางคนก็ยังโรแมนติกอยู่
แม้โลกนี้มีคำโกหกอยู่ในคำสัญญา แต่คนบางคนก็ยังรอสัญญาอยู่ อย่ายอมให้โลกนี้ชนะคุณ
นั่นคือสิ่งที่ความรักควรพูด...นั่นคือสิ่งที่โลกควรฟัง
......
มันหมายความว่า....มีคำสัญญาบางอย่างทีเราควรรักษาไว้ “นั่นคือคำสัญญาของหัวใจ”
......
คำสัญญาของหัวใจ ที่เมื่อครั้งหนึ่งเราเคยบอกกับตัวเองไว้ว่า
เราจะรักกับใครบางคนที่เรารัก...ใครบางคนที่รักเรา
ใครบางคนที่ทำให้หัวใจเราเต้น และใครบางคนๆนั้น
คือคนเดียวกันกับคนที่เราจะเดินไปบนเส้นทางสัญญาของชีวิต
คือคนๆนั้นที่จะเดินร่วมกันกับเราในโบส ในงานเลี้ยง ในโรงแรม
ในหอประชุม บนชายหาด บนที่รกร้าง และในทุกๆทาง
อย่ายอมให้โลกนี้ชนะคุณ นั่นคือสิ่งที่ความรักควรพูด นั่นคือสิ่งที่หัวใจควรฟัง..
……
โลกนี้จะมีปัญหาถ้าเราหัวเราะใส่คนที่แสวงหาความโรแมนติก
แม้จะไม่มีศาลใดในโลกนี้สั่งจำคุกคนที่ทำร้าย
..ความรัก..ความรู้สึก..คนที่ทำร้ายกันด้วยอารมณ์ก็ตาม
แต่ความจริงแล้วก็คือ ความรักมักจะเป็นเรื่องของอารมณ์สำหรับเราเสมอ
และเมื่อไม่มีใครบอกความจริง การหลอกลวงจึงทำให้รักต้องหยุด
ไม่มีใครคนใดสรุปนิยามความรักได้ทั้งหมด
จนกว่าคำตัดสินของเวลาเท่านั้นที่จะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจน
สิ่งสำคัญที่สุดเราไม่ควรนึกคิดถึงภาพฝันอันเพ้อเจ้อของการแต่งงาน
“ถ้าเราไม่ต้องการครอบครัวและคู่ชีวิต”
เพราะในความเป็นจริงเราอาจจะต้องอยู่โดดเดี่ยวตลอดไปถ้าเขาไม่ได้รักเราจริง
บางครั้งในทางเลือกของชีวิต เราต้องดูทางเลือกที่มีอยู่ และเราต้องเลือกให้ดีที่สุด
อย่าเลือกเป็นคนที่หยุดรอใครบางคนทั้งชีวิต แล้วต้องเดินจากไปโดยไม่ได้อะไรเลย
บางครั้งสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับหัวใจเรา ก็ควรเป็นความเหงา ซึ่งมันไม่ทำร้ายใคร
และเมื่อความเจ็บปวดของความรักเกิดขึ้น สิ่งเดียวที่คุณควรกระทำได้คือ
ควบคุมอาการของมันด้วยดนตรี คุณควรร้องเพลงให้ตัวเองฟัง 
เพื่อควบคุมอาการเหงาเมื่อรู้สึกเครียด
และแม้ความรู้สึกชอกช้ำอาจหลุดออกมาบ้าง...ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
...จงรู้ไว้เสมอว่า...
ความรักไม่ได้มาเพื่อซักถามว่าเราเจ็บปวดเท่าไหร่เมื่อต้องสูญเสียมันไป
แต่เข้ามาเพื่อบอกต่อความคิดของเราว่า
.............
“ความรักควรจะอยู่ที่ใครคนนั้น ที่รักเรามากเท่ากับชีวิต แล้วคนๆนั้นก็สมควรที่จะเป็นผู้ที่ได้อยู่กับคนที่เค้ารักเท่ากับชีวิตเหมือนกัน”

Happy Valentine's Day ค่ะ
....วัคซีน....