วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ฉันยังเหมือนเดิม(ฉันรู้ว่าเธอยังคงเข้ามาอ่าน)

เล็กZA‏


จาก: yam yam (yam_yamka@hotmail.com)

ส่งเมื่อ: 21 พฤษภาคม 2553 12:54:10

ถึง: lek_5566@hotmail.com



เล็ก..

หลายครั้งต่อหลายครั้งที่ฉันเข้ามาอ่านบทความนี้ ฉันอ่านมันแล้วต้องน้ำตาไหล...ฉันคิดถึงเพื่อน อยากพูดคุยด้วยมากมาย... (แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้เพื่อนคนนี้ยังมีความสำคัญอยู่บ้างไหม....) และไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตั้งแต่วันนั้น... จนบัดนี้ อยากรู้ว่าเธอโกรธ-เกลียดเราเรื่องอะไรกันแน่... เราทำอะไรผิดต่อเธอถึงขนาดไม่คุยกันเลยเหรอ... เราไม่เข้าใจ อยากปรับความเข้าใจกันจริงจัง... ตอนนี้รู้สึกมันค้างคาใจ สับสน เหนื่อยหน่าย ไม่เข้าใจ ระหว่างเพื่อน เป็นอะไรกัน ??

ฉันอยากบอกว่า ฉันยังรักเพื่อนที่ชื่อเล็กคนนี้อยู่เสมอ อยากให้เข้าใจกันเหมือนเดิม (หรือไม่เคยเข้าใจกันเลย)

**เราคิดว่าเราทิ้งเวลาให้มันผ่านมาก็เป็นปีแล้วนะ บ่อยครั้งที่ฉันนอนไม่หลับ หรือตอนเช้าเวลาเข้าห้องน้ำ ก็รู้สึกคิดเรื่องต่างๆ นาๆ ว่าระหว่างเรา มีปัญหาจากอะไรกันแน่ ??? ตลอดเวลา ฉันไม่สบายใจเลย มันอึดอัด ค้างคาใจ สับสน เป็นห่วง ว่าเพราะอะไร ทำไมวันนี้ถึงกลายเป็นคนไม่รู้จักกัน ???

**เธอเคยเขียนไว้ว่า หากเราทุกข์ใจ!! ....... เวลาที่ทุกข์ใจก็จะเข้ามาอ่านบทความของเธอทุกครั้ง

"แต่สิ่งหนึ่งที่เราทุกข์ใจและค้างคาใจตลอด เพราะอะไรกัน ?? ถึงเป็นแบบนี้"



วันนี้หากฉันทุกข์ใจ เธอจะยืนเคียงข้างฉันไหม.... ฉันแคร์เธอนะ lekza...







--------------------------------------------------------------------------------



วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552

ฉันอยู่ตรงนี้นะ (ยิ่งกว่าคำว่ารักมากว่าคำว่าเพื่อน)

มีหลายคนบอกเอาไว้ ว่าคนเราต้องใช้เวลานานแสนนานกว่าที่จะค้นพบกับใครสักคนที่เป็นเพื่อนแท้เพื่อนที่พร้อมจะอยู่รับรู้และรับฟังแบ่งปันทุกข์สุขในชีวิตซึ่งกันและกัน แต่สำหรับตัวฉันแล้ว...สิ่งที่ยากยิ่งกว่านั้นก็คือการรักษามิตรภาพความเป็นเพื่อนเอาไว้ให้นานแสนนาน แต่ฉันก็จะสัญญาว่าฉันจะทำให้เธอได้สำหรับคนที่ฉันได้เรียกเขาว่าเพื่อน



เพื่อนของฉัน ฉันรู้ว่าเธอมีความฝันและฉันก็รู้ว่าเส้นทางแห่งความฝันของเธอนั้นมันยังอีกยาวไกลเธออาจต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมายกว่าที่จะคว้าเป้าหมายได้อย่างที่ใจเธอฝัน มันอาจจะมีวันที่เธอเหนื่อย วันที่เธอหมดกำลังใจ วันที่เธออ่อนแอ วันที่เธอรู้สึกย่ำแย่กับผู้คนแต่เธอจงอย่าท้อ ขอให้เธอคิดทุกครั้งที่เธอหมดหวังว่าเธอยังมีฉันอยู่ เพื่อนคนนี้ยังคอยเป็นกำลังใจให้เธออยู่และจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป จำคำของฉันไว้วันที่เธอไม่ไหวให้มองกลับมา ฉันอยู่ตรงนี้นะฉันยังเป็นเพื่อนของเธอ



อดีตที่ผ่านมาฉันรู้ว่าเธอเจ็บและฉันก็ไม่อยากให้เธอเก็บมันเอาไว้ อารมณ์ที่เป็นเมื่อวานปล่อยให้มันผ่านไป ในวันพรุ่งนี้จะมีเราคนใหม่อยู่บนโลกใบเดิม แต่เป็นโลกที่สะกดด้วยคำว่ารักและความไว้ใจ รู้ไหมตอนนี้ฉันอยากให้เธอเอามือเธอมาวางบนมือฉันไว้ แล้วไม่ต้องพูดอะไร หรือหากเธอมีบางอย่างที่อยากระบายแต่อายที่จะให้ฉันรู้ ก็ขอให้เธอพูดอยู่ในใจหรือไม่ถ่ายมันออกไปกับน้ำตาเธอไม่ต้องกลัวว่าฉันจะมองว่าเธอบ้า ขอให้รู้ไว้นะว่าฉันเข้าใจ เพื่อนที่ดีไม่ต้องการที่จะตอกย้ำให้เพื่อนพูดคำว่าฉันเสียใจ เพราะคำนั้นมันไม่มีความหมาย เพราะอะไรรู้ไหม ก็เพราะว่าเราเป็นเพื่อนกัน เราเป็นเพื่อนกันไง



เธอรู้ไหมความหมายของคำว่าเพื่อนฉันเขียนมันด้วยหัวใจ และเก็บมันเอาไว้บนเนื้อที่เล็กๆตรงนั้นบนหน้าอกข้างซ้ายและมันก็ไม่เคยถูกลบเลือนไป เธอรู้ไหมข้อความในนั้นมันบอกว่าฉันรักเธอ หากมีวันไหนที่เธอร้องให้แล้วหาฉันไม่เจอให้เธอเดินออกมา แล้วแหงนมองไปบนท้องฟ้าจ้องไปที่ดาวดวงนั้น ดวงที่อยู่ใกล้พระจันทร์ หากมันยังส่องแสงแสดงว่าฉันยังอยู่ ฉันจะมานั่งรอทุกครั้งที่เธอคิดถึงฉัน มาแบ่งปันความทุกข์ใจ หรือถ้าเธอต้องการกำลังใจให้เอามือไปวางไว้ที่หน้าอกข้างซ้ายแล้วจำได้ไหมตรงนั้นเราเคยเขียนอะไรไว้ด้วยกัน อ่านมันสิคำนั้นมันจะเป็นกำลังใจให้เธอ ฉันรักเธอนะ MIO MINT

เขียนโดย วัคซีน ที่ 1:06



ฉันยังคงเป็นคนเดิมและก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่เคยเปลี่ยนไปทั้งสถานะภาพและความรู้สึก เวลา 1ปีกว่าๆมันไม่นานเกินไปหรอกหากช่วงเวลาที่เราห่างไกลกัน  มันจะทำให้เธอรู้จักฉันได้มากขึ้น...รู้จักฉันและมองเห็นฉันด้วยหัวใจเหมือนที่ฉันก็มองเธอด้วยหัวใจ  หัวใจที่ฉันเคยบอกว่าฉันใช้มันสะกดความหมายของคำว่าเพื่อน...
 
สิ่งที่ผ่านมาไม่ต้องหาเหตุผลหรอกว่าเป็นเพราะอะไรเพราะฉันไม่เคยให้คุณค่ากับสิ่งที่มันเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ฉันได้เดินกลับมาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น...มันไม่มีอะไรให้น่าจดจำมันไร้ค่ายิ่งกว่าราคาดิน..
 
ฉันไม่เคยลืมว่าฉันมีเธอเป็นเพื่อนเราผ่านเหตุการณ์ด้วยกันมามากมาย ผ่านผืนดิน ผืนพรม ผืนทราย ผ่านโรงพัก ผ่านปืนกับแค่เรื่องงี่เง่าจากคนอื่นที่ไม่เคยมีความผูกพันธ์อะไรต่อกันเลย มันไม่ได้มามีอิทธิพลทำให้ฉันต้องเกลียดเธอ..เพียงแต่ฉันรู้สึกว่าฉันควรให้เวลาเธอเข้าใจฉันจริงๆมองเห็นความเป็นฉันจริงๆแค่นั้น..แค่นั้นจริงๆที่ทำให้เราห่างกัน..
 
"สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตฉันคือศักศรีเมื่อเธอรักฉันเธอจึงควรต้องรักศักดิ์ศรีของฉันด้วยอย่ามองคนอื่นมีค่ามากกว่าฉัน"เหตุผลไม่สำคัญเท่ากับจิตใจ...วัคซีน...

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คนไทยยังรักเมืองไทยกันอีกไหม

มนุษย์ในเมืองไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลง พวกเราไม่เคยเห็นคุณค่าของชีวิต ชีวิตทุกชีวิตที่สูญเสียไปของใคร??

ไม่ใช่ของเราใช่..ตราบใดที่เราไม่ได้ตกเป็นผู้สูญเสียเราจะไม่รู้สึกตื่นตัวถึงความเจ็บปวด ความเจ็บแค้นเราจะไม่เปลี่ยนแปลง จนกว่า...เหตุการณ์นั้นมันจะมาถึงคุณ

เราเกลียดความรุ่นแรง เราไม่อยากให้ความรุนแรงเกิดขึ้นกับเรา แต่เราไม่เคยผลักใสความรุนแรงออกไปจากวิถีชีวิตของเราเลยมันเป็นเพราะอะไร

หรือว่าความรุนแรงคือวิถีการเอาชนะคือการได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่างของพวกคุณอย่างนั้นหรือ??

สงครามอันร้ายกาจที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งไม่ได้ให้บทเรียนอะไรแก่เราเลย มีแต่จะเพิ่มรอยร้าวให้ลึกยิ่งขึ้นมีแต่จะแบ่งแยกความสัมพันระหว่างเราให้ยิ่งห่างกันออกไป

มีคนมากมายออกมาวิเคราะห์ ไม่ว่าเป็นนักวิชาการ นักการเมือง นักธุรกิจ หมอ นักจิตวิทยาหรือไม่ว่าใคร

ก็ไม่ได้ช่วยให้เราก้าวพ้นผ่านมันมาได้ทุกคำพูดไม่ได้ช่วยอะไรแก่เราเลย เรายังคงยึดความรุนแรงไว้เป็นสมบัติความเชื่อส่วนตัวว่าเราต้องชนะเราถึงได้อยู่ต่อเราถึงได้อยู่รอด

เรากลัวการพูดคุยแบบผู้ดีเรากลัวการรอมชอมว่ามันจะทำให้เราสูญเสียไปซึ่งเกีรยติยศศักศรี เราไม่ยอมให้ใครก็แล้วแต่ที่เห็นไม่ตรงกับเราเข้ามาแส่เข้ามาแสดงความคิดส่วนตัวของเขา เรากลัวเขาผลักใสโจมตีแนวคิดของเรา เรามองเห็นแต่ตัวเอง เราชุมนุมเรารวมพล เราเข้ากลุ่ม เราเชิญทุกคนมาฟังเรา พร้อมด้วยเราก็ฟังแต่ความคิดของตัวเราเองเท่านั้น

.....

.....

คุณเคยรู้ตัวบ้างไหมว่าตัวคุณเองมีแต่ตัวเอง ตัวคุณเองมองเห็นแต่สิ่งที่ตัวคุณคิด สิ่งที่ตัวคุณรู้สึก สิ่งที่ตัวคุณกลัวแล้วอย่างนี้คุณยังจะร่วมอุดมการณ์กับคนอื่นด้วยเหตุผลที่คัดกรองมาจากอะไร

คุณยังจะเรียกตัวเองว่าเป็นเพื่อนร่วมโลกกับผู้อื่นได้จากส่วนไหนในความเป็นคุณ

เรามีวิธีการอันมากมายที่ความรู้สอนเราไว้ว่าเราจะอยู่กันได้อย่างไรให้สงบสุขให้สันติ เรารู้ว่าว่าเราจะหยุดความรุนแรงไว้ได้ด้วยการมีแนวคิดที่อยู่ตรงกันข้ามความรุนแรงคือความไม่รุนแรง คือความอหิงสา คือความอดทน นิ่งสงบและให้อภัย

เรามีอุดมคติมากมายนับไม่ถ้วนที่เราจะทำได้แต่เราไม่เคยทำมัน เราไม่ใส่ใจเลยว่าเราต้องเชื่อในแนวคิดใด เราไม่เคยให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่เราเป็นอยู่เลยว่า เรารุนแรงขนาดไหน และทำไมเราถึงสร้างแต่ความรุนแรงให้เกิดขึ้นกับสังคมเรา

ใครชอบหรือ? ฉันหรือ...ไม่...

คุณหรือ? คุณชอบใช่เมื่อคุณชนะ ....แล้วคนที่แพ้ล่ะใคร?

ฉันหรือไม่ เพราะมันยังไม่เกิดขึ้นกับฉัน..

คุณหรือใช่เพราะมันเกิดขึ้นกับพี่น้องคุณแล้ว

แล้วเราทุกคนล่ะบนผืนแผ่นนี้ใครแพ้ใครชนะ มีแค่คุณกับฉันกับเขาหรือ

หรือเรามีใครอีกที่อยู่กับเรา ที่อยู่บนแผ่นดินเดียวกับเราที่อยู่บนแผ่นดินข้างๆเรา ที่อยู่บนแผ่นดินที่ติดกับเรา หรืออยู่บนโลกเดียวกับเรา

เราคิดเผื่อเค้าด้วยมันจะทำให้เราตายได้ไหม ถ้าโลกนี้เกลียดเรา เราจะอยู่อย่างไรถ้าข้างบ้านเกลียดเราอยู่มีความสุขไหม

คนของใครๆก็รักเมื่อลูกเมืยคุณถูกทำร้ายคุณคิดว่าคุณควรจะได้รับความชอบธรรมในการแสดงความโหดเหี้ยมโหดร้ายมันเป็นจริยธรรมของความโกรธอย่างนั้นใช่ไหม??

และขณะนี้ล่ะประเทศไทยเราถูกทำร้าย วิถีชีวิตเราถูกจำกัดเสรี แนวคิดเราถูกโจมตีมันเป็นความชอบธรรมแล้วหรือที่เราแต่ละคนออกมาแสดงความโกรธและหยิบยื่นเอาความหายนะให้แก่กัน

เราเข่นฆ่ากัน เองให้ต่างชาติดูถูกเป็นศัตรูกันเองให้ชาวบ้านดูหมิ่นนินทา และอาจจะกำลังมองหาช่องทางในการทำลายล้างให้เรายิ่งพังยิ่งๆขึ้นไป

....

มาถึงวันนี้..วันที่เราเสียหายจนแทบจะไม่เหลือศักดิ์ศรีของความเป็นไทยที่เคยสร้างสมกันมาช้านานหลายร้อยปี

วันนี้ ณ.ขณะนี้จึงอยากมีคำถาม ถามพวกคุณสักหน่อยว่า...

พวกคุณยังมีจิตใจรักครอบครัวรักลูกหลานรักเพื่อนบ้าน รักประเทศชาติของเรากันอยู่อีกไหม เศษผ้าหลากสีชิ้นเล็กๆที่พวกคุณสอนให้ลูกหลานรู้จักและเรียกกันว่าธงชาติไทย คุณรู้สึกหวงแหนและยังเห็นคุณค่ากับเศษผ้าผืนนั้นอยู่ไหม

คุณยังต้องการให้เศษผ้าหลากสีผืนนั้นโบกสะบัดอยู่กับประเทศไทยของคุณอีกต่อไปไหม ทรัพย์สินอันมีค่าที่คุณควรพิทักรักษาปกป้องไว้คืออะไรคือสิ่งเหล่านี้ใช่ไหม หรือใคร หรืออะไร คุณตอบประเทศไทยตอบวิญญาณบรรพบุรุสไทย และที่สำคัญคุณตอบกับความรู้สึกภายใต้จิตสำนึกของการได้เกิดเป็นคนไทยได้ไหมว่าอะไรคือสิ่งที่คุณต้องทำและต้องเปลี่ยนแปลง????

...วัคซีน...

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

~อิสระภาพบนหน้ากากสังคม~

เรามีอิสระทุกอย่างแต่มีอะไรบ้างที่เราไม่สามารถทำได้กับเสรีภาพนั้นที่เรามี?

 เราคิดว่าที่ใดมีทางเลือกที่นั้นเรามีอิสระภาพ  ทำไมเราคิดอย่างนั้น

ทำไมเราจะต้องมองหาทางเลือก ถ้าเราเชื่อมั่นในตัวเอง

ทำไมเราต้องมองหาทางเลือกและเลือกทางเดินให้ตัวเองด้วยแรงกดดันจากสิ่งแวดล้อมภายนอก

ทำไมทางเลือกของเราถึงต้องถูกชักจูงให้เชื่อ ให้ทำตาม ให้จำใจ ให้สวมใส่เพื่อให้เข้ากันได้กับสังคม

เราแน่ใจแล้วหรือว่ากรอบของสังคมที่เราอยู่นั้นมันคือสิ่งที่ถูกต้องมันคืออิสระเสรี?

คุณคิดว่าเสรีภาพคืออะไร และอะไรที่จะทำให้เราขาดไปซึ่งสิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพ คุณเคยรู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าทุกครั้งที่คุณเลือก และทุกครั้งที่คุณมองหาทางเลือก นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของพิธีกรรมในการ ลดทอนอิสระภาพด้วยตัวของคุณเอง

เราอยู่ในสังคมนี้ด้วยกรอบของวัฒนธรรม กรอบของธรรมเนียมปฏิบัติ กรอบของความเชื่อ เรายึดมั่นไว้เป็นสมบัติความเชื่อส่วนตัวของตนเราทำตามในสิ่งที่สังคมบอก เราทำตามสิ่งที่สังคมเชื่อ เราทำตามสิ่งที่สังคมชี้นำ เราทำตามๆกันจนอาจจะเรียกได้ว่าเราเป็นคนของอดีตไปแล้วก็ได้ เราไม่ได้เป็นคนใหม่เราไม่ได้เป็นคนที่มีอิสระเสรีที่แท้จริงเลย

มีคนบอกเราว่ามนุษย์ต้องก้าวไปข้างหน้า เราก็พัฒนาวัตถุ แล้วเราก็เดินตามวัตถุ เราสร้างค่าให้วัตถุแล้วเราก็หลงไหลในวัตถุ เราพัฒนาตนเองแล้วเราก็หลงตัวเอง เราสร้างค่าให้ตัวเองแล้วเราก็หลอกตัวเอง เราหนีๆความรู้สึกของตัวเองแต่เราก็วางกับดักไว้ให้ตัวเอง เราไม่มีทางออกเราสับสนเราไปไหน?

เราก็หันไปหาพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือตัวเองแล้วเราก็แต่งตั้งตัวเองว่าเป็นผู้ทรงภูมิ เราตั้งตนเป็นคนเหนือคน เราพยายามสร้างให้คนอื่นเชื่อด้วยการอ้างถึงสิ่งที่ไม่มีตัวตน นี่คืออิสระทางจิตที่เรามีหรือ มายาคติหรือ หน้ากากหรือ คัมภีหรือ พระเจ้าหรือ จิตไร้สำนึกหรือ จิตใต้สำนึกหรือ หรือจิตสำนึก หรือ หรืออะไร??คุณหาคำตอบให้ตัวเองได้ไหม???

อะไรในโลกนี้ที่คุณบอกว่าใช่คุณเชื่อในอะไร คุณเดินตามใคร คุณตัดสินด้วยอะไร คุณเห็นภาพจากสัมผัสไหนทุกครั้งที่คุณมอง ตาหรือ ความรู้สึกหรือ สิ่งที่เขาบอกหรือ สิ่งที่มันควรเป็นหรือ หรือสิ่งที่นอกเหนือออกไป

คุณอยากเห็นอิสระภาพคุณอยากมีเสรีภาพ แล้วคุณ...เคยให้อิสระภาพกับสิ่งที่คุณมองเห็นกับสิ่งที่คุณรู้สึกไหม?

คุณกักขังอิสระภาพด้วยการอยากจะให้สิ่งนั้นมันเป็นอย่างนั้นที่คุณตั้งใจให้มันต้องเป็น คุณไม่เคยให้อิสระสิ่งนั้นเป็นในสิ่งที่มันควรจะเป็น   และคุณก็แค่มองดูความสวยงามของมันในแบบที่มันเป็นอย่างมีอิสระ

 เราไม่เคยให้อิสระภาพกับตัวเราเองเลยแล้วเราก็พร่ำหาอิสระภาพอยู่ร่ำไป...เพราะอะไร..ทำไม..ยังไง???เป็นคำถามที่คุณต้องหาคำตอบ..

คนบางคนสวมใส่หน้ากากไว้หลายๆชั้นเพื่ออำพรางใบหน้าที่แท้จริงเพื่อให้เข้ากับสังคมเพื่อต้องการพื้นที่ให้ตัวเองได้ยืนอยู่ในสังคมและเมื่อถอดหน้ากากออกทีละชั้นเมื่อต้องแสดงออกบนจุดยืนจุดหนึ่งของตน สิ่งที่อยู่ข้างในหน้ากากนั้นก็ยังเป็นหน้ากากอยู่ดีไม่มีใบหน้าที่แท้จริงแต่อย่างใด..

..วัคซีน..

วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หัวใจคุณรู้จักความรักด้านไหน?




ความรักนั้นที่ว่ากันว่าสวยงามสร้างสุขและสร้างทุกข์ให้กับผู้คนมามากมาย

หากจะให้นับคงไม่รู้ว่าต้องหาเอาตัวเลขจำนวนใดมาใส่ให้เพียงพอ

..กับ..

บุคคลที่ถูกเรื่องราวของความรักบันทึกไว้ในบทวีรกรรม…

...

และสำหรับบางคน

...

ความรักเป็นสิ่งที่มีค่าสามารถเจ็บแทนตายแทนกันได้...

..ถึงแม้จะมีใครต่อใครบอกกล่าวกันว่าพิษของความรักนั้นร้ายแรงสักเพียงไหน

เขาก็พร้อมจะก้มหน้ายอมรับโทษทัณฑ์นั้นอย่างตั้งใจ

เพื่อหวังว่าสักวันจะได้พบกับความรักที่ตนฝันไว้

....

..แต่สำหรับใครบางคนแล้ว..

...

ความรักนั้นไม่เคยมองเห็นอยู่ในภาพความทรงจำใดๆ

...เขา...

ไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ทำร้ายใครต่อใครมามากมาย

....

หากสองความรู้สึกนี้ให้เลือกในความเป็นตัวคุณ ... คุณพร้อมจะเป็นคนไหน?



ระหว่าง

คนหนึ่งที่มีหัวใจเจ็บได้ร้องให้เป็นกับความรักที่เขาบอกกันว่าสวยงาม



ส่วนอีกหนึ่ง

คนที่ไม่เคยรู้ว่าความรักนั้นสวยงามยังไง

....

แต่ไม่ต้องปวดร้าวดวงใจและอาจไม่ได้รู้จักกับคำว่ารักเลย..??

....

...คุณรู้ไหม..

บางครั้งความสว่างทำให้เรากลัวกับความมืด

 แต่ถ้าหากมันมืดมาตั้งแต่ต้นคุณจะคุ้นชินกับมัน

..และ...

ไม่ว่ากฎของความเปลี่ยนแปลงมันจะนำคุณไปตกอยู่ในสถานการณ์ไดๆ

คุณก็จะไม่ต้องตกเป็นผู้เสียหาย

....
.... 

"เมื่อคุณสามารถมองเห็นความมืดในที่สว่างและมองเห็นแสงสว่างในความมืด

เมื่อนั้นคุณจะมีพลังสามารถรับรู้ได้ว่าอันตรายมันแฝงตัวอยู่ ณ.ที่ใด"
 
 
                                                          ...วัคซีน... 

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

โลกของฉัน(คือความจริงใจไม่ใช่เกม)


ทางเดียวที่เราจะมองเห็นความจริงของตัวเอง ก็คือการมองย้อนเวลา

เราไม่มีทางรู้ว่าอนาคตข้างหน้าณ.ขณะนี้จะเป็นอย่างไร..เมื่อวันนั้น

เรารู้แต่เพียงว่ามันเคยเป็นยังไง

และมันจะเป็นยังไงอีกต่อไปแค่นั้น...แค่นั้นจริงๆ

….

สิ่งที่เห็นได้ชัดในชีวิตฉันคือ “ไม่มีอะไรที่อยู่กับที่”

เวลาได้พาอดีตทั้งหมดของฉันเคลื่อนที่ออกจากกันด้วยความเร็วมหาศาล

และในขณะที่เวลายิ่งเคลื่อนออกไปเร็วมากเท่าไหร่

ชีวิตฉันยิ่งห่างความจริงออกไปมากเท่านั้น

....

ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นคนที่ไม่มีความจริงยืนยาว

ฉันรู้สึกว่าเวลาหลอกล่อให้ฉันวิ่งตามหาตัวฉันเอง

แล้วฉันก็รู้สึกว่าตัวฉันเองก็ไม่ใช่ตัวเองในวันนี้

หากวัดจากความเป็นจริงของตัวฉันในวันที่ผ่านมา

....

... เวลาได้เปลี่ยนโลกของฉันราวหลังมือไปได้อย่างไร ???

....

ราวว่าฉันได้สัมผัสโลกใหม่อีกครั้ง

 ฉันคือคนใหม่ทุกๆครั้งที่ฉันตั้งใจมองดูตัวเอง

และฉันก็งงงันในการเปลี่ยนแปลงหลายๆครั้งที่ฉันกำลังมองเห็นตัวเอง..

….

...มันมีอะไรเกิดขึ้นในตัวฉัน...

ฉันสงสัยในตัวเองทุกครั้ง ว่ามันมีอะไรอยู่ในตัวฉัน

ที่ทำให้ฉันเปลี่ยนแปลง

ฉันสงสัยในตัวเองทุกครั้งว่าฉันมายืนอยู่จุดตรงนี้ ตรงนั้นได้อย่างไรกัน?

...ใครนำพาฉันไป?...

เวลาหรือ พระเจ้าหรือ หรือตัวฉัน หรือ..หรืออะไร????

...

ฉันไม่รู้...ทว่า...ฉันก็คิดว่ามิมีผู้ใดรู้เช่นกัน

ความลับนี้ยังคงเก็บลึกแน่นอยู่ในหัวใจของฉัน

หรือ...มีที่อื่นใดอีกไหมในโลกนี้ที่เก็บความลับของฉันไว้

หรือ...มีที่ใดอีกไหมที่จะสามารถเปิดเผยปริศนาคาใจของฉันได้

….

...ฉันเหมือนถูกโดดเดี่ยวให้เดียวดายเพียงลำพัง...

ไม่มีใครรู้จักฉัน

ไม่มีใครรู้ท่วงทำนองของหัวใจฉัน

ไม่มีใครเห็นตุ๊กตาตัวนั้นทำอะไรอยู่ในนิทานเรื่องนั้น

ในวันเหงาๆท่ามกลางราตรีเศร้าๆในโลกสีเทาๆของฉัน

....

...ในนิทานเรื่องนั้น...

ฉันรอคอยแค่ใครสักคนหนึ่งที่มีหัวใจผูกพันกันด้วยความฝันอันเป็นหนึ่งเดียว

ในนิทานเรื่องนั้น

สอนให้ฉันรู้จักการรอคอยใครสักคนด้วยความอดทน

ในนิทานเรื่องนั้น

สอนให้ฉันรู้จักเสียสละทำในเรื่องที่มหัสจรรย์เพื่อให้ใครสักคนรู้สึกว่าเค้าคือคนสำคัญ

.....

...แต่สุดท้าย...

....

ฉันก็รู้ว่าใครคนนั้นที่ฉันรอเค้าอยู่ในนิทานเรื่องนั้น

....

...มันไม่มีอยู่จริง..

....

...และท้ายที่สุด..

....

ฉันก็รู้ว่าชีวิตจริงในโลกของความเป็นจริง

ฉันก็ถูกใครๆดึงให้เข้าไปอยู่ในเกม เกมหนึ่งเท่านั้น

….

เกมนี้ใครจะชนะหรือแพ้ มิได้อยู่ที่คุณเล่นเกมนั้นอย่างไร

และเส้นทางนั้นก็ไม่ใช่วิธีการที่จะรู้ชื่อฉันเสมอไป

เมื่อเกมนี้จบลงไปเพรุ่งนี้ฉันจะกลับไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นอีกครั้ง

....

จุดที่คุณจะพบว่า

....

ถ้อยคำมุสานั้นเปล่าประโยชน์ไร้ค่าปราศจากน้ำหนัก

..และ...

เลื่อนลอยตลอดระยะเวลาที่คุณเฝ้าทำมาด้วยความผยองใจ

....

เพียงคำขอโทษสั้นๆมันก็ไม่มีความหมายที่คุณจะเอื้อนเอ่ยมันออกไป

เพราะต่อจากตรงนี้และตลอดไป...คุณค่าระหว่างเรามันจบลงแล้ว

...วัคซีน...

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

หนักแผ่นดิน

เกลียดไอ้พวก...... กากเดน...... ของแผ่นดิน

เกลียดไอ้พวก...... ดูหมิ่น........ พระราชา

เกลียดไอ้พวก...... รับใช้......... หมาไนล์บ้า

เกลียดไอ้พวก...... ชอบด่า........ ประเทศไทย


เกลียดไอ้คน....... ที่ชอบคิด........ ด้วยต้นคอ

เกลียดไอ้คน....... ที่รักพ่อ.......... แต่ขออยู่เฉยๆ

เกลียดไอ้คน....... ที่พูด พูด......... แต่ไม่ได้อะไรเลย

เกลียดไอ้คน .......ที่เฉย เฉย........ แต่รับตังค์


บัดนี้............ ขอสาปแช่ง.......... กับพื้นพสุธา

ใครที่มัน ........คิดโค่นล้ม........... องค์ราชา

ตลอดชีวิต....... ทั้งนั่งยืน............. ตื่นและหลับตา

ขอให้มัน........ จงร้อนรุ่ม............. อุราไปจนตาย

วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

รวมคำคมของกฤษณะ มูรติ

การปฏิวัติ

เพื่อเข้าใจปัญหาการเปลี่ยนแปลง ประการแรกนั้นจำต้องเข้าใจกระบวนการนึกคิดและํธรรมชาติของความรู้ นอกจากว่าเราพิจารณาประเด็นนี้อย่างลุ่มลึก แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็แทบไม่มีความหมายเลย เพราะการเปลี่ยนแปลงซึ่งอุบัติขึ้นที่ผิวนอก คือการสืบต่อสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงให้คงอยู่สืบต่อไป การปฏิวัติที่เคยเกิดขึ้นทุกครั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าหรือชีวิตที่แตกต่างออกไป โดยผ่านลำดับขั้นตอนของกาลเวลา พฤติกรรมผิดๆ ที่การปฏิวัติหวังจะกำจัดยังคงหวนกลับมาในรูปโฉมใหม่พร้อมกับกลุ่มคนที่ต่างไป กระบวนการเดิมยังคงดำเนินสืบไป เราเริ่มต้นเพื่อเปลี่ยนแปลง เพื่อก่อให้เกิดสังคมที่ไร้ชนชั้น แต่เมื่อผ่านกาลเวลาและแรงกดดันจากเหตุแวดล้อมต่างๆ การณ์ก็กลับเป็นว่าบุคคลกลุ่มอื่นตั้งตัวขึ้นเป็นชนชั้นสูงใหม่ การปฏิวัติที่มีมาไม่เคยเกิดขึ้นจากรากเหง้าเบื้องลึกโดยแท้จริง

บุคคลที่รู้สึกกับโลกอย่างแรงกล้าและเห็น ความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลง เขาต้องเป็นอิสระจากงานทางการเมือง อีกทั้งเป็นอิสระจากบทบัญญัติทางศาสนา และศาสนประเพณี นั่นหมายความว่าเป็นอิสระจากแอกของกาลเวลาและภาระหนักของอดีต เป็นอิสระจากการกระทำทั้งมวลที่เกิดจากแรงปรารถนา นี่คือการเป็นมนุษย์คนใหม่ มีเพียงสิ่งเหล่านี้เ่ท่านั้นที่เป็นการปฏิวัติทางสังคม จิตใจ และแม้แต่การปฏิวัติทางการเมือง

มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง

จงสนใจกับการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน อันเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ มีเพียงสิ่งเดียวที่น่าจะเรียกว่าการปฏิวัติ คือการปฏิวัติในหมู่มนุษย์้เรา และในความเป็นมนุษย์ นั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราให้ความสำคัญ การปฏิวัติเยี่ยงนี้ ไม่มีแผนงาน ไม่มีอุดมการณ์ หรือแนวคิดแบบสังคมยูโทเปีย เราต้องมองดูสภาพความสัมพันธ์จริงๆ ของมนุษย์ แล้วเปลี่ยนแปลงมันอย่างถอนรากถอนโคน เช่นนี้จึงจะเป็นของจริง

ความคิด

ความคิดมิใช่วิถีทางที่จะแก้ไขปัญหาใดๆ ของเ้รา เพราะความคิดคือการตอบสนองของความจำ และความจำคือผลพวงของความรู้ที่พอกพูนขึ้น ซึ่งก็คือประสบการณ์

ความอยาก

เป็นไปได้ไหมที่จะมองเห็น เฝ้าสังเกต และรู้สึกตัวถึงสิ่งที่งดงามและน่าเกลียดทั้งหลายในชีวิต โดยไม่พูดว่า "ฉันต้องมี" หรือ "ฉันต้องไม่มี" คุณเคยเพียงสังเกตดูสิ่งใดบ้างไหม พอจะเข้าใจไหมครับ คุณเคยสังเกตภรรยา ลูกๆ หรือเพื่อนๆ ของคุณบ้างไหม เพียงแต่มองดูเขา คุณเคยไหมที่จะมองดอกไม้สักดอกโดยไม่เรียกมันว่าดอกกุหลาบ โดยไม่คิดจะเด็ดมาประดับรางกระดุมหรือนำมันกลับไปให้ใครที่บ้าน หากคุณมีศักยภาพที่จะสังเกตเยี่ยงนั้น โดยปราศจากการให้ค่าที่จิตกำหนดขึ้น คุณจะพบว่าความอยากไม่ใช่สิ่งน่าสะพรึงกลัว คุณสามารถที่จะมองดูรถยนต์ แลเห็นความสวยงามของมัน แต่ไม่ถูกจับไว้ในความโกลาหลหรือความขัดแย้งเพราะความอยาก แต่นั่นต้องการการสังเกตอันเฉียบคม เข้มข้น ไม่เพียงมองผ่านๆ ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่มีความอยาก แต่เป็นเพียงจิตมีศักยภาพในการมองดูโดยไม่มีคำบรรยาย

ความงาม

มีความงามที่ไม่ได้มาจากปฏิกิริยาตอบโต้จากสิ่งเร้า ความงามแห่งนัยนี้ไม่เนื่องอยู่กับสีสัน สัดส่วน รูปลักษณ์หรือคุณลักษณ์ แต่เป็นอะไรบางอย่างที่สำคัญใหญ่หลวงกว่าและล้ำลึกกว่ายิ่งนัก มันไม่มีสิ่งใดสัมพันธ์อยู่กับสิ่งเร้าที่ผ่านไปมา มันยากที่จะสื่อถึงความรู้สึกนั้น ความรู้สึกถึงความงามยามเมื่อทั้งจิตใจและระบบประสาท ความรู้สึกทั่วทั้งเรือนร่างประสานกันอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกนั้นมิได้ถูกสร้างขึ้น ไม่ได้เกิดจากแรงกระตุ้นใดๆ แต่มันปรากฏอยู่ที่นั่นจริง เพราะว่าคุณตื่นตัวรับรู้ว่องไวต่อสรรพสิ่งตลอดทั้งวัน ตื่นรู้ต่อถ้อยคำ ท่วงท่า การย่างก้าว ต่อสิ่งโสโครกตามถนนหนทาง ความรกรุงรังไร้ระเบียบของบ้านช่อง ความน่าเกลียดภายในที่ทำงาน ความทมิฬหินชาติของมนุษย์ คุณรู้สึกตัวอยู่ ตื่นตัวรับรู้ว่องไว ด้วยเพราะความตื่นตัวว่องไวเยี่งนี้ คุณได้พลิกฟื้นทั่วทุกพื้นที่ของชีวิตคุณ กระตุ้นทุกซอกหลืบของจิตสำนึกคุณและสภาวะการดำรงอยู่ของคุณ เมื่อเป็นดังนี้เท่านั้นความรู้สึกแห่งความงามจึงอุบัติขึ้น ไม่ใช่ถูกกระตุ้นขึ้นเมื่อเห็นทะเลสาบ ขุนเขา บทกวี หรือเข้านกที่กำลังบินถลาร่อนลม

สัมพันธภาพ

คำว่าสัมพันธภาพ คุณหมายถึงอะไร เราเคยสัมพันธ์กับใครสักคนไหม หรือว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองมโนภาพ ซึ่งเราต่างก็สร้างมโนภาพของกันและกัน ผมมีมโนภาพเกี่ยวกับคุณและคุณก็มีมโนภาพเกี่ยวกับผม เราแต่ละคนผู้เป็นภรรยาหรือสามีต่างมีภาพลักษณ์ของกันและกัน หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ นั่นเป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างสองภาพลักษณ์ ไม่มีอะไรนอกเหนือกว่านั้น ความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อไม่มีภาพลักษณ์เท่านั้น เมื่อผมและคุณต่างมองกันและกันโดยปราศจากภาพลักษณ์ในความทรงจำ ปราศจากการหยามเหยี่ยดหรือประการอื่นๆ ความสัมพันธ์ก็จะเกิดขึ้น

กระจกเงาแห่งความสัมพันธ์
การสัมพันธ์หมายถึงสัมผัสตรงถึงกัน การเชื่อมสนิทต้องตรงไปตรงมา ไม่ใช่ระหว่างสองภาพลักษณ์ เพื่อที่จะมองผู้อื่นโดยปราศจากภาพลักษณ์ซึ่งผมมีอยู่เกี่ยวกับเขาผู้นั้นต้องมีความใส่ใจและความรู้สึกตัวอย่างมหาศาล ภาพลักษณ์ในความทรงจำเกี่ยวกับผู้นั้นซึ่งเคยเหยียดหยามผม หรือทำให้ผมสบายใจ เพลิดเพลินใจ หรือนั่นนี่ เมื่อไม่มีภาพลักษณ์ระหว่างกันเท่านั้นสัมพันธภาพจึงจะเกิดขึ้น

ภาพลักษณ์

เหตุใดผมผู้ใช้ชีวิตมาเป็นเวลา 40, 50 หรือ 60 หรือกี่ปีก็แล้วแต่ที่เราดำเนินชีวิตมา เหตุใดผมจึงเก็บรวบรวมเอามวลประสบการณ์และความรู้ไว้เต็มคลัง ทั้งสิ่งที่ผมเคยคิด เคยรู้สึก ที่ผมเป็นอยู่ และควรจะเป็น หากผมไม่ทำเช่นนั้น อะไรจะเกิดขึ้น หากว่าผมไม่มีมโนคติเกี่ยวกับตนเอง อะไรจะเกิดขึ้นกับผม ผมก็จะหลงทางใช่ไหม ผมจะรู้สึักไม่แน่นอนใจ ขยาดหวาดกลัวต่อชีวิต ผมจึงต้องสร้างภาพลักษณ์ มโนคติ นิยายปรัมปรา และข้อสรุปเกี่ยวกับตนเองขึ้นมา สำหรับผมแล้ว หากไม่มีบรรทัดฐานเหล่านี้ ชีวิตสุดแสนจะไร้ความหมาย ไม่แน่นอน น่าหวั่นกลัวยิ่ง และไร้เสถียรภาพ...

แล้วอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อผู้รู้สึกตัวถึงข้อเท็จจริงว่า ผมได้สร้างภาพลักษณ์เกี่ยวกับตนเอง และตระหนักรู้มันดุจรู้สึกถึงความหิวของผม

ความรัก

เมื่อคุณสูญเสียคนที่คุณรักไป คุณร้องห่มร้องไห้ น้ำตาของคุณพรั่งพรูออกมาเพื่อตัวคุณเอง หรือเพื่อคนที่ตายไปแล้วกันแน่ คุณร้องไห้ให้แก่ตัวคุณเองหรือคนอื่น คุณเคยร้องไห้เพื่อคนอื่นบ้างไหม คุณเคยร้องไห้ให้กับลูกของคุณทีุ่ถูกฆ่าในสมรภูมิหรือไม่ คุณเคยร้องไห้ แต่น้ำตาเหล่านั้นหลั่งออกมาจากความสงสารตัวเองหรือว่าคุณร้องไห้เพราะว่ามนุษย์ได้ถูกฆ่าลง ถ้าคุณร้องไห้เพราะความสงสารตัวเองแล้ว น้ำตาของคุณไม่มีความหมายใดเลย เพราะว่าคุณหมกมุ่นอย่างมากมาย ถ้าคุณร้องไห้เพราะว่าคุณหมดหวังในคนที่คุณทุ่มเทให้ความรักอย่างมากมาย นั่นไม่ใช่ความรักจริงๆ เลย เมื่อคุณร้องไห้ให้กับน้องชายของคุณที่ตายไป จงร้องไห้เพื่อเขา เป็นเรื่องง่ายเหลือเกินที่จะร้องไห้ให้กับตัวคุณเองเพราะเขาจากไปเสียแล้ว แน่ละว่าคุณกำลังร้องไห้เพราะว่าหัวใจของคุณกระทบกระเทือน หาใช่เพื่อเขาไม่ แต่กลับถูกกระทบกระเทือนด้วยความพะนอสงสารตัวเอง และการพะนอตนเองนี้ทำให้คุณแข็งกระด้าง ปิดกั้นตัวเอง ทำให้คุณซึมเซาและโง่เขลา

สิ่งที่เป็นอยู่จริง

เมื่อคุณสังเกตความจริงตามที่คุณเป็นอยู่จริง ไม่มีใครจะทำให้คุณเจ็บปวดได้ ถ้าคุณเป็นคนชอบพูดเท็จ และหากมีใครบอกว่าคุณเป็นคนขี้ปด ไม่ได้หมายความว่าคุณโดนทำร้าย แต่มันเป็นความจริงที่คุณพูดเท็จ แต่หากคุณเสแสร้งว่าคุณไม่ใช่คนช่างเท็จ แต่ถูกกล่าวหา แล้วคุณรู้สึกโกรธและรุนแรง นั่นคือเรามักจะมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งแนวความคิด หรือโลกตามตำนานปรัมปรา ไม่เคยออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เพื่อที่จะสังเกตสิ่งที่เป็นจริง มองเห็นมัน คุ้นเคยกับมันจริงๆ จะต้องไม่มีการติดสิน การประเมินค่า ไม่มีความคิดเห็น และ ไม่มีความกลัว

ความทุกข์


ชีวิตพวกเราส่วนมากออกจะน่าเกลียด โสมม ระทมทุกข์มากมาย ชีวิตของเราเป็นห่วงโซ่ของความขัดแย้ง ความไม่ลงรอย เป็นกระบวนการของการต่อสู้ดิ้นรนและความปวดร้าว เกิดความรู้สึกพึงพอใจที่อิ่มเอิบที่อิ่มเอิบชั่วครู่ชั่วยามแล้วผ่านเลย เราถูกตรึงให้อยู่กับการยอมปรับตาม การสยบยอมตามและแบบแผนทั้งหลาย ไม่มีแม้เพียงขณะเดียวที่อิสรภาพจะเกิดขึ้นได้ ไม่เคยรู้สึกเต็มอิ่มในชีวิต มีความท้อแท้สิ้นหวังอยู่เสมอ เพราะต้องมุ่งแต่ค้นหาความเต็มบริบูรณ์ เราไม่มีความสงบสุขในจิตใจ ทั้งยังถูกกระทำให้ทุกข์ทรมานด้วยความทะยานอยากสารพัด ดังนั้น เพื่อที่จะเข้าใจปัญหาทั้งมวลนี้และล่วงพ้นจากมัน จำเป็นที่ต้องเริ่มต้นเข้าใจในธรรมชาติของความรู้และกระบวนการของจิตใจเสีย ก่อน

การหลบหนี

เมื่อเรารู้สึกไม่พอใจในตนเอง ไม่พอใจในสภาพการณ์ทั้งภายในและภายนอกของเรา เราจึงใช้หนทางหลบหนีมากมาย เราคิดว่าเราจะเข้าใจ จะแก้ปัญหาการดื่มและการหนีได้เมื่อเราค้นพบสาเหตุของมัน เมื่อเรารู้ถึงสาเหตุของการหลบหนีแล้ว เรายุติการหลบหนีได้หรือ เช่น เมื่อผมรู้ว่าผมดื่มเพราะทะเลาะกับภรรยาของผม หรือเพราะว่าผมได้งานที่แย่มากๆ เมื่อผมรู้สาเหตุผมหยุดดื่มหรือ ไม่หยุดแน่นอน ผมจะหยุดดื่มก็ต่อเมื่อผมมีความสัมพันธ์อันถูกต้องกับภรรยาของผม หรือกับคนอื่นๆอ และขจัดความขัดแย้งซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความปวดร้าวออกไป


          "อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ เมื่อคุณใส่ใจคุณจะไร้ซึ่งอิสรภาพ"
                                                                             
                                              
 ....วัคซีน....