วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ผู้ชายห่วยๆ




ยามเมื่อต้องทนนิ่งอยู่บนเศษซากของการทำลายล้าง

ยามเมื่อต้องทนกดข่มอารมณ์อย่างไม่เคยรู้ว่ามันคืออะไร

พร้อมกับความรุนแรงที่กระหน่ำห้ำหั่นเข้าใส่

พยายามกดข่มอารมณ์เอาไว้ แต่ครวญถามกับมันอยู่ในใจ "เมิงจะพูดหาเชี่ยอะไร"

ความแค้นใจเกิดขึ้นตรงนั้น, สุดทานทนกับความเหี้ยที่มันสาดโคลนให้

ไม่มีใครพ่ายแพ้กับเกมส์นี้ เมิงก่อสร้างภาพพจน์ตัวเองขึ้นมา

หวังเอามากลบความอัปยศปมด้อยที่ตัวเมิงมี แต่น่าเสียดายมันกลับพังทลายหายสิ้น

จงจดจำทุกความหมองหม่นและความอัปยศนี่ไว้ไอ้ฟาย

วันนี้กรูจะปล่อยมึงไป

แต่วันหน้าถ้าความมืดเข้าบังตาทุกองค์เทพ

กรูไม่รับประกันว่ากรูจะอดทนอารมณ์คนดีของกรูไว้ได้

แล้วมึงจะรู้จักกรูดีกว่านี้ไอ้ฟาย

สักวันความระยำในตัวมึง

จะไม่มีใครรับมึงไว้ในอ้อมแขน

มันจะสอนให้เมิงลึกซึ้งกับความหนาวเหน็บพ่ายแพ้และสิ้นหวัง

จนกระอักเลือดสุดท้ายเมิงจะต้องอยู่อย่างอับอายและไร้เกียรติ

..ไอ้คนระยำ..  



                                                                ...วัคซีน...

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เธอรักฉันที่ตรงไหน




เคยมีคนถามว่าทำไมต้องเขียน ทำไมชอบเขียน??

หรือบางคนก็สงสัยว่าเขียนทำไม อยากได้อะไรจากการเขียน??

อยากเป็นคนดังหรือ หรืออยากใกล้ชิดคนดัง หรืออยากมีคนรู้จัก

 หรือที่ร้ายแรงที่สุด อยากสร้างภาพเพื่อขายตัวเองหรือ??

...

ทุกคำถามทุกความสงสัยในการเขียนบล็อกมาเป็นเวลา 3ปี
ดิฉันโดนมาหมดตั้งแต่ร้ายที่สุดไปจนถึงคำสรรเสริญชื่นชมยินดีที่มีค่าที่สุด..

...

แต่ดิฉันไม่เคยตอบกับผู้คนที่เข้ามาตั้งข้อสงสัยเหล่านั้นสักครั้ง

..ว่า..

ทำไมดิฉันถึงเขียน..

"เพราะดิฉันคิดว่าไม่จำเป็น"

... 

คนเราไม่สามารถยัดเยียดความรู้สึกภายใต้จิตไร้สำนึกของตัวเราเองให้คนอื่นได้

คนทุกคนมีเจตจำนงภายใต้จิตสำนึกต่างกัน บนพื้นที่ว่างๆภายในหัวใจตรงนั้นเราไม่สามารถรู้ได้

..ว่า..

ใครเก็บอะไรไว้..หรือทำอะไรไว้เพื่ออะไรและทำไม??..

ตัวเราเท่านั้นที่ตอบคำถามให้ตัวเองก่อนที่จะเริ่มต้นทำกับ

..ทุกสิ่ง..

และสิ่งนี้ทีฉันทำอยู่ทุกวัน มันไม่มีอะไรน่าสงสัยหรือซับซ้อนในเจตจำนงของตัวฉันเลย

...

 ที่ตรงนี้เป็นแค่ที่ระบายเมื่อยามฉันอึดอัดใจ

เมื่อยามเหงาไม่รู้จะพูดคุยกับใคร

เป็นที่ที่ทำให้ฉันสามารถระบายสีอะไรก็ลงไปก็ได้ที่มันอยู่ในหัวใจของฉัน

มันไม่ง่ายเลยที่ฉันจะสยบยอมและอ่อนไหวกับคำของคนบางคำ
และปิดโลกแห่งนี้ของฉันแล้วหนีหายไป
...

ถึงแม้คำที่ออกมาจากคนบางคนมันจะทำให้ฉันแทบกระอักเลือดน้ำตาตกในก็ตามที

มันไม่มีเหตุผลใดเลยที่ฉันจะใส่ใจ เพราะที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่เก็บข้อมูลขยะจากลมปากของคนบางคน

...แต่ที่แห่งนี้...

..คือ..

ประวัติศาสตร์ของฉันที่แห่งนี้คือห้องสมุดชีวิตของฉัน
เมื่อฉันอยากมาอ่านอยากมาฝากอยากมาค้นหาฉันก็ทำได้ทันที

 และถ้าหากคุณอยากมาอ่านอยากมาจับผิด อยากค้นหา อยากชื่นชมคุณก็ทำได้อย่างมีอิสระทุกนาที
 ที่แห่งนี้ไม่ปิดกั้น ทุกการกระทำและทุกความคิดที่คุณมี
จะด้วยความรัก ความชื่นชม
...
 หรือจากด้วยเหตุผลของสัญญาณจากจิตวิญญาณเดียวกันที่มี
จะด้วยอะไรก็ตามทีคุณมีอิสระที่พร้อมจะทำได้ตามใจ..

....
....

คนบางคนชอบมองแต่นอกกาย ชื่นชมอะไรที่ดูว่าสวยงาม

คนบางคนก็ดีแต่นอกกาย ลึกลงไปในจิตใจไม่เป็นอย่างฝันเลย

จะรักที่ตรงไหน จะรักที่ใจหรือนอกกาย อยากจะรู้จริงๆ บอกฉันให้เข้าใจ

"จะมีไหมสักคนที่รักกันจริงไม่เหยียดหยาม รักตัวตนจริงๆที่ฉันนั้นเป็นอยู่??"



                                                                      ...วัคซีน...

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เจ้าหญิงในเงา




เมื่อทำนองของชีวิตบรรเลงพร้อมแสงตะวัน
...

การหลบหนีในห้วงเวลาครั้งสุดท้ายก็มาถึง
...
...

เมื่อพายุร้ายเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้

...

เมื่อมันพัดความฝันฉันแตกกระจายลงเกลื่อนพื้น

...

ฟ้าไม่เคยมอบโอกาสให้ฉันได้รู้สึกแม้แต่คำว่า "จงเสียดาย"

ฟากฟ้ามีแต่เส้นทางให้ฉันต้องเลือกไป

...

ฉันเคยฝันจะเอื้อมมือขึ้นแตะฟ้า แล้วพายุก็พามันหายไป

แม้นฉันจะถอดใจแต่ยังคงเดินต่อไปเพื่อจุดหมาย

...

สำหรับความฝันที่ยังห่างไกล

สำหรับหัวใจที่ยังปรารถนา สำหรับเงาแห่งภาพลวงตา

สำหรับห้วงเวลาที่ไม่เคยจริง

...

ทุกอย่างมีกฎให้ฉันต้องหลับตา เพื่อตามหาความพอใจที่แสนเศร้า…

เมื่อมันคือความฝันฉันจึงต้องยอมคุกเข่าให้กับเหตุผลที่ไร้ความหมาย

สยบยอมต่อกฎของกาลเวลา..และภาวนาให้จินตนาการพาฉันโบกบินไป

...

ชีวิตไม่เป็นดั่งหวังได้ทุกอย่าง แต่ความฝันยังมีที่ทางให้ต้องไป

...

ความฝันทำฉันเจ็บปวดมาบ่อยครั้ง ฉันเหนื่อยเหลือเกินกับเส้นขนาน

เหงาเหลือเกินกับทางเส้นนั้นที่แสนเดียวดาย

...

แต่เมื่อฉันยังเลือกได้ก็จะขอสัมผัสท้องฟ้าดูสักครั้ง ก่อนที่จะหลับใหลไปชั่วนิรันดร

โดยไม่เคยรับรู้เลยสักครั้งว่า"ความฝันนั้นมีค่างดงามเพียงไร"...

                                                                       
                                                                                                ...วัคซีน...

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

"Not Alone"LINKIN PARK





"เขียนถึงคนมีอำนาจ"(จากคนไร้อำนาจ)"

วันนี้ในวันที่ค่าเงินบาทแข็ง ในวันที่ใครก็ฉลองให้กับความน่าเลื่อมใสในความปราดเปรื่องของคนที่สามารถทำให้ค่าเงินบาทแข็ง วันที่ใครๆก็บอกว่าไม่นานมันก็จะดีเรากำลังเดินหน้าร่วมกันแก้ไข ดังนั้นด้วยมิตรภาพและความรักด้วยความยินดีและดีใจ จึงอยากจะมีคำกล่าวสักบางอย่างซึ่งมาจากความรู้สึกของคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเค้าไม่มีอำนาจและไม่มีความปราดเปรื่องใดๆ

...แต่...

เขามีความทรงจำอันโหดร้ายมันเกาะกินทุกๆความรู้สึกในทุกๆอนู...ที่ยังไม่ตายด้านเสื่อมสลายในตัวเขา เสียงคนก่นด่าสาปแช่งให้ความหมายว่าเขาเป็นคนเลวร้าย  เหมือนยิ่งซ้ำเติมบาดแผลของเขาให้กว้างและลึกยิ่งๆขึ้นไป...และวันนี้  วันที่ฉันอยากเป็นกระบอกเสียงส่วนหนึ่งของเขาเพราะส่วนหนึ่งของพวกเขาเหล่านั้นก็มีฉันอยู่ในจำนวน 1



เราแค่อยากจะบอกว่าพวกคุณคิดเองเออเองว่าเราคือคนเลวร้าย หัวใจอันอิสระทุกๆดวงของพวกเราตกอยู่ภายใต้ค้อนของคุณ พวกคุณไม่เคยสวมหมวกสีขาวมองดูและตัดสินเรา พวกคุณไม่เคยให้อิสระและมองดูเราอย่างไม่อคติ พวกคุณให้เราเป็นได้แค่มือข้างซ้ายทีไม่มีสิทธิ์อะไร ทุกครั้งที่คุณทุบค้อนพลาดมาใส่ มือข้างซ้ายทำได้แค่ทนเจ็บและปล่อยให้มันค่อยๆหายไป เอง มือข้างซ้ายไม่เคยมีสิทธ์เรียกร้องความยุติธรรมไม่มีสิทธิ์แม้จะบอกว่าต่อไปคุณอย่าทำพลาดอีก..



คุณยืนสง่าอยู่ข้างบนนั้นพร้อมสายลมแห่งชัยชนะ ทุกๆการกระทำเผยความรู้สึกที่แท้จริงว่าเราถูกหมางเมินเพียงไร เราไม่ได้ต้องการเป็น “ไอ้ตัว???อะไร” ที่ปรารถนาแต่การปะทะอยู่ตลอดเวลา เราแค่ต้องการพื้นที่ให้เราได้ยืนอย่างมีอิสระ เราต้องการแค่สายตาที่มองดูเราแล้วมีความหมายตรงข้ามกับสิ่งร้ายๆและตีความหมายว่าเราคือคนทำ เราไม่ต้องการให้ใครมาระแวงแม้กระทั่งจะเดินข้ามผ่านหน้าบ้านของตัวเอง เราไม่ต้องการให้ใครมาจับเราไปแล้วบอกว่านายสั่ง เราไม่ต้องการให้ใครมาปิดล้อมและยิงถล่มบ้านพ่อแม่พี่น้องญาติของเรา



พวกคุณหลงใหลอยู่กับอำนาจที่คุณต้องการไม่เคยพอ พวกคุณไม่เคยรู้สึกรับผิดชอบต่อการกระทำที่พวกคุณได้ทำกับเราเอาไว้ คุณมองผ่านการร้องขอของความเป็นธรรมคุณตัดสินการกระทำของเราอย่างผิวเผิน คุณบ้าอำนาจคุณเห็นแก่ตัว ทุกๆโมเลกุลของความคิดในสมองคุณจงรักภักดีแต่อำนาจที่อยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น คุณไม่เคยรู้หรอกว่าอะไรที่คุ้มค่าพอที่จะต้องต่อสู้เอามานอกเหนือจากเก้าอี้ตัวนั้นที่มันหลอนตาคุณ

"คุณบอกว่าคุณจะอยู่เคียงข้างเรา คุณจะช่วยเหลือเยียวยาเรา คุณเห็นเราเป็นมิตรมากกว่าศัตรู"

ใช่คุณคือมิตร มิตรที่อยู่เคียงข้างศัตรูมิตรที่โกหกได้อย่างแนบเนียน มิตรที่ปกปิดความอัปยศของตัวเองด้วยการสั่งฆ่า มิตรที่ตัดสินด้วยกฎหมายในมือเพียงฝ่ายเดียว มิตรที่ไม่เคยให้เราได้จับยึดกับสิ่งที่จะช่วยเยียวยา มิตรที่ล็อคประตูอย่างแน่นหนาอยู่ในห้องความคิดของตัวเอง

เราเจ็บมามากแล้ว..มากกว่าครั้งไหนๆทั้งหมดที่เราเคยเจอ เราไม่เหลือทางเลือกอื่นอีกแล้วที่จะช่วยเหลือเราให้หลุดพ้นจากห้วงแห่งกรรม...วันนี้เราแค่ขอระบายขอแค่ใครสักคนหนึ่งมารับฟังแล้วเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้ดีขึ้น เพราะเราไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะยืนอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้ได้อย่างไรถ้าเราไม่มีวันได้เติบโต เราจะต้องต่อสู้อย่างหัวชนฝากับคนที่เราไม่รู้จักหน้าต่อไปได้อีกนานสักเท่าไหร่ เราจะต้องสูญเสียอย่างไม่เต็มใจเพื่อสนองความเจ็บใจกันอีกต่อไปถึงตรงไหนกัน


เราไม่อยากมีกำแพง เราไม่อยากต่อสู้อีกแล้วเราสู้ต่อไปเราก็ไม่เคยถูกเลยเราคือคนผิดมาโดยตลอด วันนี้ก่อนที่ทุกอย่างมันจะไม่สามารถเยียวยา วันนี้เราจะขอสู้อีกเฮือกสุดท้าย เราไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นอีกต่อไปหรืออะไรที่มีคุณค่าพอหรือคุ้มค่าที่คุณตีราคาเราไว้ เราไม่อยากรู้ว่าสิ่งนั้นที่คุณให้ความหมายเราเทียบเท่าได้กับอะไรแต่วันนี้เราอยากบอกคุณเท่านี้ว่า...เราขออยู่บนพื้นที่นี้ที่พ่อแม่เราสร้างมาอย่างมีอิสระได้ไหมเราไม่ได้อยากต่อสู้เอามันมาเราหวังเพียงแค่ว่าคุณให้เรามีความรู้สึกเหมือนที่ตรงนั้นเป็นของเราอย่างมีอิสระก็พอ




                                                                   …วัคซีน...


วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

~ฝันถึงเสรีภาพ~




ภายใต้ท้องฟ้าอันอิสระกับภายในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น

ฉันอยากสัมผัสว่าฉันจะหาเสรีภาพได้จากสิ่งใดกัน

หรือว่ามันไม่เคยมีอย่างที่ฉันเคยวาดฝันไว้

หรือฉันจะต้องหาความหมายของคำอันสวยหรูนี้จากใคร

หรือแท้จริงแล้วความหมายนั้นมันมีอยู่กับ”คนเพียงสองคนเท่านั้น”

คือ “คนที่ให้เสรีภาพ” และ “คนที่ใช้เสรีภาพ”

หรือแท้จริงแล้วเสรีภาพแอบซ่อนอยู่ในตัวเรา

แล้วทำไมเราไม่เคยเห็น ..หรือ..เป็นเพราะเรา”ไม่เคยใช้”???

ฉันปรารถนาที่ได้จะสัมผัสกับอิสรภาพ ที่แท้จริง

ฉันจึงยอมจะมีขอบเขตเพื่อรับผิดชอบต่อหัวใจ

ต่อแรงปรารถนา เพื่อ ต่อเขตเสรีภาพที่เราจะไปได้ถึง เสรีภาพ

ฉันไม่อาจฝันถึงสิ่งไกลๆ

ไม่แม้จะหวังในโอกาสที่จะติดปีกบินไปได้ดั่งนกที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า

เพราะข้างบนนั้นมันกว้างใหญ่เกินไปที่จะให้ฉันได้ใช้เสรีภาพ

และฉันคงเสียดายหากฉันใช้มันไม่หมดสักที
...
...
...
ฉันเพียงปรารถนาที่จะเรียนรู้ว่า ความมีอิสรภาพนั้นเกิดขึ้นอย่างไร

เพราะฉันหวังจะเป็นอิสระจากร่างแหทั้งหลายที่รัดรึงตัวของฉันเอาไว้

ฉันจึงหมั่นภาวนา ให้สิ่งที่ฉันคิด สิ่งที่ฉันพูด ได้ประกาศก้องออกไป

ให้ผู้คนทั่งโลก ได้รับรู้ได้ยินถึงเสียงของฉันที่ก้องอยู่ในหัวใจ

และสักวันหนึ่งเมื่อถึงวันนั้นฉันจะมีโอกาสได้แบ่งบัน

ความรักและความเจ็บปวดทั้งหลาย ที่อยู่ภายในหัวใจของฉัน

จะพังทลายปราการทั้งหลายอันเป็นอุปสรรค์ที่พรากให้เราห่างกัน

และที่สุดแห่งความสำคัญ

ฉันปรารถนาอยากให้คุณได้รับรู้ด้วยว่า การเป็นตัวของตัวเองนั้นมีค่าอย่างไร

และคุณจะได้เห็น และเข้าใจว่า คนทุกคน มีเสรีภาพเป็นของตัวเอง
....
....

หนึ่งความรักหนึ่งหัวใจหนึ่งสายเลือด กับหนึ่งชีวิตที่คุณมี คุณคงรู้แล้วนะว่าคุณควรจะต้องทำอย่างไรกับประเทศชาติและญาติพี่น้องที่เค้าร่วมใช้แผ่นดินผืนเดียวกับคุณ


....วัคซีน....






วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แมมโมรี่ที่ไม่มีใครรู้





มีคนมากมายอยากรู้ว่าฉันเป็นใคร มีคนมากมายสงสัยในความเป็นฉัน มีคนมากมายตั้งคำถามและอยากรู้ในคำตอบแห่งความระแวงสงสัยนั้น

และก็มีคนมากมายอีกเช่นกันที่เค้าอยากรู้ว่าความจริงแล้วฉัน..คือ เทพหรืออสูร...

ตั้งแต่เกิดมาฉันก็ตั้งคำถามมาตลอดว่าฉันเกิดขึ้นมาจากความต้องการของใคร...เพราะจริงๆแล้วดูเหมือนไม่ค่อยมีใครต้องการสสารโครงสร้าง ชีวะวิทยาที่เรียกว่าตัวฉันด้วยซ้ำ

มีแต่คนผลักใสตัวฉันจนหลายต่อหลายครั้งฉันต้องระเห็จระเหแร่ร่อนไปอยู่ไกลๆ แต่น่าแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งรู้ไม๊ ที่ว่าทุกครั้งที่ฉันต้องจากจากที่ที่ฉันรู้จักและคุ้นเคยไปอยู่ไกลๆมันกลับทำให้ฉันมีส่วนผสมในชีวิตที่แตกต่างจากคนอื่น

ฉันชอบไม๊ในความเปลี่ยนแปลงนั้น..ตอบ..ว่าบางครั้งก็ชอบ บางครั้งก็หนักใจ บางครั้งก็โดดเดี่ยว บางครั้งก็สร้างความวุ่นวาย และครั้งนี้ที่กำลังเป็นอยู่ ณ.ตอนนี้ส่วนผสมที่รวมเป็นตัวฉันมันสร้างเกราะกำบังให้ใครต่อใครมองไม่เห็นฉัน..มันทำให้ฉันเข้ากับคนอื่นไม่ได้..เรื่องนี้คงยังไม่เคยมีใครรู้..

ฉันไม่ใช่ทั้งเทพและอสูร..แต่..ฉันมีส่วนผสมของทั้งสองอย่างอยู่ในตัวฉัน..พ่อของฉันอาจเรียกได้ว่าเป็นพญาอสูรเก่งกาจมีอำนาจและพิษสงเหลือร้าย ดังนั้นแม้ฉันจะมีสายเลือดของเทพในตัวอยู่บ้างแต่สายเลือดแห่งความเป็นอสูรมันก็ยังฝังแน่นอยู่ในยีนส์ของฉัน และมันก็เข้มข้นพอที่จะเปลี่ยนแปลงให้ฉันกลายร่างเป็นอสูรเมื่อไหร่ก็ได้

อสูรคือเทพที่หน้าตาภาพลักษณ์ไม่สวยงามมีอำนาจฝ่ายชั่วควบคุมฝ่ายชั่วเทพคือเทวดาที่หน้าตาสวยงามซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามของอสูร...เพราะฉะนั้นเมื่อมามองดูที่ตัวฉันมันเลยแสดงให้เห็นว่าฉันไม่ใช่ทั้งเทพและอสูร

ภาพของอสูรในตัวของพ่อฉันไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำของผู้คน..แม้ฉันจะมีหน้าตาเป็นเทพถูกชุบเลียงในเมืองมนุษย์ก็ไม่เคยหยุดความคิดของคนได้ ฉันไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ไม่มีสิทธิรังเกียจและผลักใสสายเลือดที่ฉันมี..ฉันจึงจำเป็นต้องอยู่ในร่างเทพอสูรต่อไป

ฉันเคยนึกน้อยใจในโชคชะตา นึกตัดพ้อต่อความใจแคบของคน นึกเสียใจต่ออะไรก็แล้วแต่ที่มีความหมายร้ายๆที่ฉันสามารถนึกไปถึงได้ว่ามันคือตัวฉัน..แต่เมื่อฉันได้เติบโตอยู่ในโลกที่บรรจุด้วยสิ่งมีชีวิตต่างๆ...ฉันจึงรู้ว่าสิ่งที่ฉันกำลังเจออยู่บางคนก็รูปร่างเหมือนมนุษย์แต่จิตใจเป็นสัตว์อสูร บางครั้งได้พบปะพูดคุยกับเทพจำเป็น เทวดาจำแลง ปีศาจคาบคัมภีร์ ผู้ดีในป่ามายา บนจักรวาลที่แวดล้อมไปด้วยผู้คนที่ต่างสะสาร ธรรมชาติที่ต่างหน้าที่และความเปลี่ยนแปรงที่ไม่เคยมีใครเดาความหมายได้

ฉันจึงได้ตระหนักรู้ว่าในโลกที่ฉันอยู่นี้เคลื่อนที่ด้วยความคิด เต็มไปด้วยการปฏิเสธหรือตอบรับอย่างมักง่ายมากไปด้วยความผิดพลาดที่ตัดสินด้วยความคิดพื้นฐานและอัดแน่นไปด้วยการคาดเดาจากตรรกะที่ไร้น้ำหนัก

ฉันจึงต้องเปลี่ยนแปรงความคิดตัวเองให้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่ฉันได้เจอด้วยส่วนผสมแตกต่างที่ฉันมี ดึงในส่วนที่ดีและไม่ดีมาทำให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดเพื่อฉันจะได้หลุดจากการครอบงำของอิทธิพลทางความคิดและกฎของกาลเวลา..แท้ที่สุดแล้วก็คือฉันกำลังปรับจากอสรพิษที่มีอยู่ในตัวฉันแปรเปลี่ยนให้มันกลายเป็นเซรุ่มเพื่อรักษานั่นเอง

เนื่องด้วยเหตุผลที่ฉันไม่เคยนิยมชมชอบส่วนผสมที่เป็นอสูรในตัวฉัน..ฉันจึงใช้เวลาที่ว่างและเหลืออยู่ในชีวิตของฉันศึกษาเข้าไปในจิตของตัวเองเพื่ออยากหลุดพ้นจากความสงสัยต่างๆนาๆที่เคยมี และในอีกหนึ่งความประสงค์ก็เพื่อเข้าไปเสาะหาคำตอบที่อยู่เหนือคำว่าแก้ตัวเอาออกมาบอกกับผู้คนทั้งหลายให้เข้าใจในตัวฉันอย่างแท้จริงสักทีว่าแท้จริงแล้วตัวฉันคือใครเป็นยังไง..

แล้วฉันก็ได้ค้นพบว่าในตัวของฉันไม่ได้มีส่วนผสมใดๆอย่างที่ฉันเข้าใจในตอนแรก แต่แท้ที่จริงแล้วจิตวิญญาณของฉันต่างหากทีมันมีอยู่สองดวง คือ...จิตวิญญาณดวงที่เป็นมนุษย์และอีกดวงหนึ่งเป็นจิตวิญญาณของสัตว์ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ฉันเข้าใจในตอนนี้ว่ามันคือตัวฉัน ณ.ขณะนี้

ในสภาวะที่ไม่มีแรงกดดันจิตวิญญาณของสัตว์ในตัวฉันมันจะไม่มีฤทธิ์เดชและแสดงอำนาจอะไรออกมาแต่ถ้าหากเวลาใดที่ฉันถูกจู่โจมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวฉันก็จะกลายร่างเป็นสัตว์ในทันทีซึ่งเป็นสภาวะที่ทำให้ฉันรู้สึกหนักใจเป็นอย่างมากในตอนนี้และก็ยังไม่เคยค้นพบวิถีทางแห่งการหลุดพ้นหรือวิธีการอันแท้จริงที่จะหยุดมันได้

จะพอมีบ้างมันก็ยังเป็นแค่เพียงทฤษฎีอันบางเบาที่คอยหล่อเลี้ยงความกลัวของฉันไม่ให้มันลุกลามเท่านั้นเองและทฤษฎีอันบางเบานี้เองที่มันเป็นมายาคติสร้างความงมงายให้ผู้คนที่ไม่รู้จักตนเองต้องวนเวียนอยู่ในวัฎมายา แห่งความคิดของตนอยู่ต่อไป



                                                                                          ...วัคซีน...
       


วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ยิ่งสูง ยิ่งหนาว




ทุกวันนี้ฉันพยามเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไรให้ปลอดภัยไม่เจ็บปวด


ฉันรู้ว่าทุกอย่างมันยากที่จะไว้ใจได้ ไม่ใช่แต่ตัวฉันเท่านั้น แต่เป็นทุกๆคนรอบๆตัวฉัน

....

มันเป็นเพราะ..ฉันกลัวหรือ??

....


หรือเป็นเพราะใครไม่เคยเข้าใจตัวฉันเลย...หรือเปลา??

ฉันยอมสูญเสียทางของฉัน

ฉันต้องเลือกปิดตายประตูของโลกใบนั้นเอาไว้

เพราะ..อะไร??..

หรือคุณอยากรู้เพื่ออะไร??

แล้ว..คุณรู้ไม๊ว่าฉันตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไรทั้งหมด

เพราะฉันไม่อยากให้มันทำลายทุกคนรอบๆตัวฉัน

และไม่ต้องการให้มันสร้างความเจ็บแค้นให้ฉันต้องไประบายกับใครๆ
....
....

คุณรู้ไม๊มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิดที่จะเข้าไปในโลกที่มันไม่เคยมีอะไรน่าอภิรมย์เลย

คุณรู้ไม๊ในโลกใบนั้นมันทำร้ายฉันทุกครั้งเมื่อมีใครสักคนหนึ่งอยากเห็นอยากเปิดออกดู


เมื่อมันเดินมาถึงจุดที่ฉันต้องเลือกไปฉันก็ต้องอดกลั้นมันไว้


ถึงวันนี้ฉันก็ยังไม่สามารถร้องไห้ได้

ทำไมฉันต้องหลบซ่อน

ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนแอของฉันเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น

เพราะอะไรคุณรู้ไม๊ ??

เพราะ...ฉันยังต้องต่อสู้อยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปไง..

ฉันยังต้องสู้กับการหลอกลวง จากรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คำปรอบใจ

ที่มันเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในชีวิตของฉัน

หลายครั้งฉันถอดใจ และบางครั้งก็อยากหายตัวไปไกลๆ

แต่..ทำไม่ได้

ไม่เป็นไรไม่มีใครผิดหรอก..ผิดที่ฉันเอง

ไม่เป็นไร

คุณมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกคิดออกแบบให้ฉันเป็นอย่างไรก็ได้

เมื่อคุณเชื่อว่าความคิดนั้นถูกฉันก็จะเป็นคนผิดเอง

ฉันไม่มีอำนาจ ไม่มีบารมี และไม่น้อยใจที่ไม่มี

ฉันไม่มีสิทธิ์รังเกียจหรือปฏิเสธรากเหง่าของฉันตัวเอง

ฉันไม่มีสิทธิ์ไปบอกให้ใครต้องดีหรือเลวไปมากกว่านี้

ฉันเป็นทุกอย่างที่คุณคิด

ฉันเลือกได้แค่นี้ที่ฉันเป็น เท่าที่คุณเห็นและเข้าใจ

ฉันคือคนผิดจริงๆฉันผิดมาตั้งแต่เกิดแล้ว

ไม่เป็นไรหรอกฉันรับได้..และก็เป็นฝ่ายต้องรับได้ไปมาตลอด

ฉันเข้าใจ..ไม่เป็นไรหรอก..ไม่เป็นไรจริงๆ

ขอโทษทุกคน..สำหรับสิ่งที่ฉันเป็น...


                                                  ...วัคซีน...