วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

~เสียงจากความหนาว~





อนิจจาฟ้าลอยต่ำเมฆมืดคล้ำดำแท้แท้

ไม่เหลียวแลรักษาไว้ในวิญญาณของมนุษย์

เพลิงกิเลสโหมคลุ้มคลั่งยากยั้งหยุด

ศีลชำรุดใจทรุดทรามน่าหยามหยัน

กระเสือกกระสนจนไม่เห็นว่าเป็นใครในสายตา

ในอุราไม่ประสาในราคี

แลเห็นสิ่งชั่วช้าว่าความสุขบนทุกข์ท่าน

ไล่ฆ่าฟันห้ำหั่น เพื่อยึดมั่นในปรารถนา

สร้างหายนะเพิ่มพันธะให้โลกา

ปรุงตัณหาแต่งนามให้กับตน

….

ความยิ่งใหญ่..ทำให้คุณลืมคุณ ลืมคนไปหรือไร

ความยิ่งใหญ่“จิตสำนึกอย่างคน”คนอย่างคุณใช่เป็นของคุณไม่

คุณจึงไม่ผดุงไว้ซึ่งความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่

“ของจิตใจมวลมนุษยชาติ”

หรือเพียงมุ่งหวังในอำนาจจนลืมขาดความใส่ใจ

คุณจึงลืมไปว่าความห่วงใยในสันติภาพโลก

"มันกว้างใหญ่มหาศาล"

ใช่แค่สันติภาพอันน้อยนิดที่สนามหลังบ้านคุณ



                                                                                      ...วัคซีน...



วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

~Only Hope ไม่มีพรุ่งนี้สำหรับสันติ~




บางทีมนุษย์ต้องการจำเพียงเพื่ออยู่ต่อไป

และบางคราว

ก็อยากให้เรื่องราวที่ไม่อยากเก็บไว้อยู่ห่างๆ

มีบางครั้งที่เหตุผลแห่งเวลา ไม่อยากให้มีแม้เพียงแค่สักวัน

....
เพราะมนุษย์ยึดติด...คิดในรูปแบบเวลา

มีชีวิตอยู่กับเวลาใช้เวลาหลอกล่อ และหวังว่าจะรักษาให้ค่อยๆดี

การคิดฝันอย่างนั้นเป็นรูปแบบการหลบหนีที่เราชื่นชอบ

...

มันเป็นอดีตที่เขียนขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากล่อมชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า

สร้างความคิดแห่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นทีละน้อยวันแล้ววันเล่า

แต่ไม่เคยมีอะไรใหม่เกิดขึ้นสักที เวลาไม่เคยนำมาซึ่งความเป็นระเบียบและความสงบ

อย่างที่เรานึกฝันและหมั่นปลูกฝังกับความคิดว่ามันจะต้องค่อยเป็นค่อยไป

.....

 
มันสายไปแล้วมิใช่หรือ??

 เมื่อไฟมันติดขึ้นจริงๆคุณยังจะคิดเรื่องสีเสื้อที่ใส่มาดับไฟอยู่ได้อีกหรือ??

เมื่ออันตรายเกิดขึ้นจริงๆกาลเวลาหายไปมิใช่หรือ??

 จะมีแต่เพียงการตอบโต้ทันทีทันใดมิใช่หรือ??

แต่เพราะเราไม่เคยเห็นในอันตรายอันใหญ่หลวงของเราจริงๆ

 ...ด้วยเหตุผลนี้มิใช้หรือ???

เราถึงยังติดอยู่กับปัญหาเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาไม่เคยหลุดจากมันไปได้สักที

....

เราสับสนอยู่ในปัญหาต่างๆของเราและหลงอยู่ในความสับสันนั้น

เราอาจเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียว

ที่ใช้อดีตและความคิดทำร้ายตัวเอง.. ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น...

เอาความปลิ้นปล้อนของความคิดเราออกไปเสีย เราต้องหยุดความคิดในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไปนั้นเสีย

 มันหมายความว่าจะไม่มีพรุ่งนี้สำหรับเราที่จะมีสันติ...แต่เราต้องสงบลงในทันที

ตราบใดที่การเคลื่อนไหวของเรายังยึดติดกับอดีตใฝ่ฝันถึงความคิดในอนาคต

ตราบใดที่เรายังแยกมัน เราก็จะยังคงขัดแย้งอยู่ร่ำไป
....
เมื่อคุณกำลังหลงคุณทำอย่างไรเล่า??
 คุณหยุดอยู่กับที่แล้วมองไปรอบๆ หรือคุณยังจะวิ่งตามความหลงนั้นไปแสวงหาความต้องการนั้นไป อ้อนวอนอยู่บนความสับสนนั้นไป
....

เมื่อเราเผชิญกับชีวิตเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างไม่สมบูรณ์ ความไม่สมบูรณ์นั่นเองที่ทำให้เกิดปัญหา เมื่อเราท้าทายโดยการตอบสนองที่แบ่งแยก นั่นเองที่เรากำลังหลบหนีจากมัน

เมื่อเราเผชิญกับมันโดยขาดการใส่ใจอย่างเต็มที่ นั่นเรากำลังหล่อเลี้ยงปัญหาให้คงอยู่สืบไปตราบนานเท่าที่เรายังคงสนใจมันอย่างไม่สมบูรณ์...



                                                                                          ...วัคซีน...



วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

~ตั้งแต่วันนั้น~





.~ตั้งแต่วันนั้น~

ขอฉันได้บอกเธอ ว่าดีใจเหลือเกิน

ที่ได้พบกับเธอวันนั้น

มันทำให้ฉันซึ้งใจเรื่อยมา แต่ก็รู้เสมอว่าเรานั้นอยู่กันในองศาที่ห่างไกล

แค่ครั้งหนึ่งตอนนั้น ที่ฉันได้มีโอกาสมองตาเธอใกล้ ใกล้

เหตุผลอะไรในใจฉันไม่มี มีเพียงความรู้สึกลึกๆที่ยังเก็บไว้

มันอยู่ข้างใน ฉันยังเก็บความอุ่นใจไว้ตรงนั้น

เธอคงไม่รู้ใช่ไหมว่าในใจฉัน

~ยังจดจำอยู่เสมอ~

 ฉันไม่เคยลบภาพนั้นไป

...
แต่มันคงเป็นวันที่ไม่ใช่ ที่ต้องเก็บอะไรไว้จดจำ มันคงสายไป


แค่หลับตาก็รู้แล้วว่าสาย ไม่ต้องสบตาฉันก็รู้เธอรักใคร

....

ฉันก็ยังหายใจอยู่ อยู่บนโลกที่ยังมีเธออยู่

ไม่มีอะไร ก็แค่อยากให้รู้ ว่าคิดถึงมากมาย

ยังรู้สึก และยังเก็บภาพนั้นไว้ในใจตราบเท่าที่ฉันยังมี

.....
ไม่ขอบอกอะไรมากกว่านี้

แค่วันนี้เห็นเธอมีความสุข ได้รู้ว่าเธอเริ่มต้นสิ่งยิ่งใหญ่

อยู่กับคนที่เธอรัก เขารักเธอ ฉันก็เข้าใจ

ขอแสดงความยินดีด้วยด้วยความจริงใจ



...ขอให้เธอโชคดี…


                                                                      ...วัคซีน...



วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554

เสียงในความทรงจำ




ชีวิตคือการเรียนรู้ เรียนรู้โดยการเฝ้าดู เรียนรู้โดยเงี่ยหูฟัง

ร่องรอยแห่งชีวิต ความทรงจำแห่งวันวาน

เหมันต์ที่เพิ่งผ่านไป

ใยต้องทำให้มันกลับกลายเป็นเพลงเศร้าหมอง

เราใช้ชีวิตผ่านไปเป็นห้วงเป็นตอน

ตอนนี้ที่ฉันต้องการ ตอนนั้นที่เป็นของคุณ

แล้วตอนต่อไปอยู่ที่ใคร

เมื่อคนหนึ่งปล่อยเสียงหัวเราะ อีกคนหนึ่งไม่สมดังใจ

แล้วอีกหลายล้านคนต้องหลั่งน้ำตาให้

ไร้ความจริงใจไร้มิตรข้างกัน

แค่อำนาจเท่านั้นทำทำนองชีวิตเปลี่ยนไป ลืมความเป็นไทย

ลืมไปว่าเคยรักกัน

ชีวิตไม่อาจดิ้นรน ยั้งยืนอยู่จนตราบนานเท่านาน

ฤดูกาลแห่งอัตตา ฉุดรั้งชีวิตให้โรยรา

ถ้อยคำแห่งริษยาดั่งเสียงนกเสียงกา ยังคงเชื่อฟังกันทำไม

เมื่อครั้งหนึ่งวันนั้น เราเคยฟังมันพลาดไป

มืดเหลือเกินยังจำกันได้ไหม สิ่งหนึ่งที่เพิ่งผ่านไป

ไม่อาจทอดมองผ่านไปได้เลย

ไม่อาจหวนกลับไปได้ยินเสียงนั้นเช่นเคย

ทั้งกลัวและเจ็บ..แสนปวดเหลือเกินใจเอ๋ย

มันเศร้าจนจะขาดใจ

ร่องรอยความเจ็บปวดครานั้น

จงจำกันไว้เถิดไทย อย่าปล่อยให้มันล่วงไป


เกิบความผิดไว้เป็นพลัง

เรายังอยากจะมีเรี่ยวแรงกำลังกันอยู่ไหม

ไว้ขับร้องเพลงชาติไทยและมีลมหายใจไม่เปลี่ยน

จงอย่าให้ความต้องการ ทำความเป็นชาติให้รางเลือนไป

เพียงสิ่งนี้ที่ค้างในใจ

ที่อยากย้ำเตือน

แค่เพียงเท่านี้จริงๆ ที่มาอ้อนวอน ตอนนี้ที่ต้องการ

จงปล่อยมันเถิดเสียงค้านในใจ ออกมาข้างกายมาเคียงข้างกัน

แล้วฉันจะขับกล่อมเธอด้วยบทกวี

เป็นทำนองชีวิตอันอ่อนโยนแสนหวาน ให้เธอได้ฟัง

ให้เธอได้อบอุ่นหัวใจ 

จงตื่นกันเถิดคนไทยอย่าทำให้บ้านต้องเป็นฝันร้าย

หากพรุ่งนี้เราเดินจากกัน คงเป็นฝันที่หนาวจนสั่นเรือนกาย

สิ่งที่ซ่อนแร้นสิ่งที่ชั่วร้ายคงเคลื่อนกายมาบดบัง

ทำนองชีวิตที่เหลืออยู่อย่าให้เป็น บทเพลงแห่งความสิ้นหวัง

จงรวมกันให้เป็นพลัง ผูกพันกันให้เป็นไท

จงรวมกันเถิดไทยให้เป็นไทดุจดังเดิม


                                                                               ...วัคซีน...

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

เสรีภาพที่ถูกสาป




บทกวีที่คุณได้อ่านมันกลั่นออกมาจากหัวใจที่ไร้สี

ไม่มีวิถีแห่งอัตตา ไม่มีกฎแห่งเวลา

ไม่มีกรอบความรู้หรือทฤษฎี อันเป็นที่น่าเชื่อถือแต่อย่างใด

 เขียนจากหัวใจที่เรียนรู้ เขียนจากความอัดอั้นที่อยู่ในส่วนลึก

 เขียนจากศาสตร์ของความนึกคิด ณ.วิถี แห่งสมดุล


.....


ณ.ดงผู้ดีในป่ามายาขับด้วยเสียงก่นด่าและเห่าหอน

ร่ำร้องด้วยปรารถนาดุจความบ้าของคนจร

ดวงจิตไม่นิ่งนอน เอาความเขลาเป่าสั่งสอนสร้างความเง่ากับเหล่าชน

เมื่อวิถีเก่าหมดสิ้นไป บทเริ่มต้นแห่งอัตตาใหม่เริ่มสร้างตน

ควาญแสวงหาอำนาจ กำราบคน ไม่เคยอยู่เหนือพ้นความจำเจ

สร้างภาพบังเอิญแห่งมายา กวัดแกว่งวลีลวงตาสร้างหมู่ชน

 มุ่งหวังบัลลังใหญ่เพื่อหลุดพ้น ดิ้นรนแหวกว่ายอย่างซ้ำซากลำบากใจ

ร่ำร้องถวิลหาอิสรภาพจากปลายหมึกและน้ำลาย

 หากดวงจิตกลับลบหลู่ในความหมาย

 ไม่เคยเฝ้ามองในสรรพสิ่งที่สูญสลาย

ทุกอย่างที่เวียนว่ายและตายดับ

ตระบัดสัตย์ต่อสัจจะในหัวใจ ทำลายธารน้ำใจผู้ทุกข์ทน

 ทั่วทุกจิตไม่หลุดพ้น อัตตาครอบตนทั่วทุกนาม

เราจึงแต่งบทกวีจากความรู้สึก

ให้หมู่มวลชนจงระลึกในวิถี

จงสงบนิ่งแล้วเพ่งมองลงมาที่ชีวี

จงอยู่เหนือวิถีความวุ่นวาย

ไร้อัตตา ไร้สี ไร้กระบี่ ไร้ที่มา

ใช้เสียงในใจนำทางสร้างศรัทธา จงค้นหาโลกาข้างในตน

 เฝ้ามองดูสรรพสิ่งที่เวียนว่ายและตายดับ

...แล้วจงหวนกลับไปยังจุดเริ่มต้น...

 รวมหัวใจ สองสี สองจิต สองวิญญาณ...

รวมความรัก..ทั้งความคิดความหวัง ความรู้สึกและทุกข์ทน

 ฟื้นคืนตื่นสู่โลกใหม่ในใจตน

ลบเสียงบ่นก่น นินทา เสียงแว่วด่า เสียงกังขาให้หมดสิ้น

 ฟื้นคืนโลกใหม่ให้ชีวิน นั่นแหละคือ"ผู้ละสิ้นแห่งตัวตน"

"ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ในคนบาป สหภาพไม่ก่อเกิดในหมู่คนสองหัวใจ"


                                                                      ...วัคซีน...

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

Way Back Into Dream



มีความรู้สึกบางอย่างที่ฉันอยากบอกให้ใครได้รับรู้

เพราะฉันรู้ว่ามันมีบางอย่างอยู่ลึกๆในหัวใจฉัน

ดั่งสายลมหวีดหวิวแว่วแต่ไม่อาจรับรู้ว่าคืออะไรกัน

แสงเจิดจรัสในส่วนลึกลับๆข้างในตรงนั้น

เหมือนฉันจะสัมผัสแต่กลับไม่รับรู้ว่ามันคืออะไร

...

รู้สึกเหมือนฉันกำลังเดินทางอยู่บนถนนของผู้อ้างว้าง

ฉันอยู่ที่นั่นด้วยความว่างเปล่า

กับความจริงที่แสนเลือนลาง

อยู่กับเสียงข้างในที่ฉันได้ยิน

อยู่กับความฝันที่พาฉันล่องลอยไปวันๆ

อยู่กับศรัทธาอยู่กับภาพลวงตาของความบังเอิญ

......

ความฝันของฉันยิ่งใหญ่แต่ฉันมีเพียงแสงร่ำไรจากเทียนเล่มน้อยหนึ่งอัน

ให้ฉันใช้ส่องสว่างจับจ้องมองลงไปในเงาลึกของหัวใจฉัน

มันไม่เคยพาฉันก้าวข้ามผ่านความผิวเผินและดำดิ่งลึกเข้าไปจนถึงตรงนั้น

ความฝันของฉันจึงดูเลือนรางอยู่ทุกที

......

จะมีไม๊ใครสักคนที่จะเดินเข้ามาแล้วบอกว่าข้างในนั้นมันเกิดอะไร

บอกกับฉันว่าต้องทำอย่างไร ให้ฉันได้เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ฉันทำได้

พาฉันเดินออกไปพบเจอกับผู้คน

บนเส้นทางของฉันหากสวรรค์นั้นสร้างไว้ให้

.....

เพราะศรัทธาที่ฉันทุ่มเทคือสิ่งที่ฉันหวังว่าจะนำพาฉันไป

เพราะฉันมีชีวิตอยู่เพื่อดำดิ่งลึกเข้าไป..”ในหัวใจของฉัน"

เพราะฉันอยู่กับเสียงข้างในนั้น

เพราะฉันหวังว่าสักวันฉันจะทำให้มันเป็นจริง..

“หากสวรรค์คือสิ่งที่สรรค์สร้างอย่าปล่อยให้ฉันต้องเฝ้าตะโกนถามอยู่ในความมืดอีกต่อไป”...



                                                                     ...วัคซีน...


วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

หัวใจพเนจร






Like homeless people.
ดั่งคนไร้บ้าน

Like a birds do not nest
ดั่งนกไร้รัง

Like a sky without stars.
ดั่งฟ้าไร้ดาว

Like a shadow without light
ดั่งเงาไร้แสง

like a love is not a name.
ดั่งรักไร้ชื่อ

like mind Do not standing.
ดั่งใจไร้จุดยืน

From the island without name is away far
จากเกาะไร้นามที่อยู่ห่างไกล

Coconut baby floating stick coastland
มะพร้าวลูกน้อยลอยมาติดฝั่ง

When they leave Birthplace. You float on the waves How a few months.
เมื่อออกจากบ้านเกิด เจ้าลอยบนคลื่นอยู่สักกี่เดือน

From mother to live green Or without a shadow and bough
ต้นแม่ยังเขียวอยู่ไม๊ หรือไร้เงาใต้กิ่งก้าน

And me is same Together.
ฉันเองก็เช่นกัน

Continues to go drift away by waves.
ยังคงลอยไปตามคลื่น

Sleeping do not know awake. Stray on generally
หลับไม่รู้ตื่น เร่ร่อนอยู่เรื่อยไป

Embrace my heart it to change
การโอบกอดหัวใจฉันเธอได้แปรเปลี่ยน

The lonely and sad of nomadic
ความเหงาและเศร้าสร้อยของการพเนจร

To view the sun. Falling in the seabed
การดูพระอาทิตย์ตกลงท้องทะเล

My own tears fell to the land at the far
น้ำตาของฉันเองก็ตกลงสู่ดินแดน ณ .ที่ไกลๆ

Thinking through the waves.
ความคิดผ่านเกลียวคลื่น

When away from the Birthplace
เมื่อไกลจากพื้นบ้านเกิด

Been lonely and alone is the same.
ยังคงเหงาและเดียวดายอยู่เท่าเดิม



                                               ...วัคซีน...