วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สองใจรวมกัน



~ฝันถึงสันติภาพ~

แผ่นดินทุกข์ระทมตรมตรอมชนเดือดร้อนสั่นคลอนไปทั่ว
เหตุผลเดียวข้อใหญ่ คือหัวใจผู้คนทั้งหลายต่างไร้สิ้นศรัทธา
เรามีพระเจ้าเป็นความโกรธมีกิจในใจคือการล้างแค้น
....
 วันนี้เราแพ้ เมื่อวานเราแพ้ เราแพ้มาร้อยครั้ง เราร่ำร้องหาสันติภาพทั้งร้อยครั้ง
แล้วเราก็ถูกสอนมาเป็นร้อยครั้งว่าสงครามคือ"หายนะ" คนที่บ้าในสงครามคือคนเถื่อน
โลกเราจะล่มสลายหากเราเป็นคนเถื่อนที่กระหายในสงคราม
...
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่น้องเราถูกฆ่า บ้านเมืองเราถูกเผา พวกเราถูกฝัง
ฝังด้วยอดีต ด้วยคำพูด ด้วยอำนาจ ด้วยความหลงมัวเมาในความคิด
เมื่อไฟดับ คนที่ตายถูกเผา คนที่เหลือจากความตายจิตใจถูกทำลายให้ตายไปอย่างช้าๆ
สิ่งที่เราเหลือไว้ในสงครามคือคราบน้ำตา คราบเลือด แต่หากเมื่อฝนชะล้างออกไปมันก็หาย
แต่ มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยตาย มันคือ..ความเกลียดชัง..ความระทมทุกข์..เจ็บปวดรวดร้าว
"ความเกลียดชังที่เราทำทิ้งเอาไว้ มันไม่เคยตาย"
ความเกลียดชังกำลังทำสงครามกับเราอยู่ในขณะนี้ และกำลังเตรียมการอยู่เรื่อยๆ
ความเกลียดชังกำลังเรียกเก็บภาษีกับพวกเราทุกคนหลังสงคราม
มีไฟรุกท่วมขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีใครตอบไม่มีคนผิด
หากอดีตเป็นครู เรามีครูมากมายนับไม่ถ้วนแต่ทุกคนล้วนล้มเหลว บทเรียนไม่เคยบอกอะไร
...
“มันเป็นเพราะอะไร ใครตอบได้?”
...
พี่น้องผู้หาญกล้าของไทยทุกคน สมาชิกสภาผู้สง่างามของเราทุกคน
จงบอกกับโลกนี้จงบอกกับข้าผู้ด้อยด้วยปัญญาหน่อยเถิดว่า
หากท่านเป็นครู เราคือศิษย์ที่ท่านรัก
ท่านจะบอกกับหัวใจทุกดวงของลูกศิษย์ทุกๆคนที่กำลังรอวันล่มสลายว่าอย่างไร
เพื่อจะเปลี่ยนแปลงเรา เพื่อจะเปลี่ยนแปลงท่าน
เพื่อเราจะอยู่ต่อไปได้อย่างสง่าผ่าเผย เติบโตต่อไปอย่างสง่างาม
...
หรือท่านไม่เคยเห็นใจลูกศิษย์ ท่านไม่เคยมองเห็นว่าเราเป็นศิษย์
หรือท่านเห็นว่าเราคือทาส ทาสที่คอยรับใช้ คอยให้ท่านรีดไถภาษี
ทาสที่มีหน้าที่ทำงานให้ท่านเหมือนวัวเหมือนควาย หรือท่านไม่เคยมองเห็นอะไรเลย
เมื่อลูกศิษย์โง่ไม่เข้าใจ ท่านก็ปล่อยไปอย่างนั้น
หรือท่านก็โง่ ที่ไม่เคยรู้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อเราไม่เข้าใจเราต้องทบทวน
และเมื่อทบทวนแล้วยังไม่เข้าใจ นั่นหมายถึง มันจะต้องมีความผิดปกติเกิดขึ้น
"บทเรียนสอนเราผิด เราก็ทำตาม ครูเราสอนผิดเราก็ทำตาม ฉะนั้นเราก็ผิดเพราะเราโง่เราอ่อนแอ"
 และเมื่อ ศิษย์โง่ ครูโง่ บทเรียนโง่ เราต้องทำอย่างไร??
เราทำได้แต่เราไม่เคยทำ เรามีพลังมหาศาลเปลี่ยนแปลงโลกได้ทั้งใบ
 แต่เรากลับไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่เคยเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร
 ไม่แม้แต่จะมีน้ำใจให้เค้ามีพื้นที่ได้ยืนอยู่อย่างมิตร
" พรหมแดนมนุษย์ของเราต่างกัน"
อิสระอย่างปัจเจกชนของเราไม่เท่าเทียม..เราเลยไม่เคยเปลี่ยนเป็นคนเข้มแข็ง เป็นคนที่มีค่าอย่างเท่าเทียม
เรามีพระเจ้าเป็นร้อยให้เราเลือกนับถือได้อย่างมีอิสระ มีบทสวดมนต์ให้จดจำเป็นร้อยบท ท่องสูตรเลข สูตรรัก
สูตรธุรกิจ เราเติบโตไปพร้อมสูตรสำเร็จต่างๆเหล่านั้นทั้งที่มันยากมากมาย
แต่มีสูตรชีวิตอยู่แค่4สูตรที่เราไม่เคยท่องจำ และไม่เคยปล่อยให้มันได้เติบโตไปพร้อมๆกับเรา
นั้นก็คือ ความกล้าหาญ ความเท่าเทียม ความมีเสรีภาพ และสันติภาพ
ความกลัวราคาแพงเหลือเกิน ราคาของความพ่ายแพ้ช่างสิ้นเปลือง
ต้นเหตุของความเกลียดชัง คือความสูญสิ้นศรัทธาเราหาไม่เคยเจอ
 เมื่อหัวใจทุกดวงสูญสิ้นศรัทธา ไม่มีใครอยู่ข้างเรา เราแพ้..แผ่นดินนี้แพ้ ทั้งโลกนี้แพ้
วันนี้..ตอนนี้ ณ.เวลานี้ คำถามนี้ที่ข้าอยากถามถึงท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย
ครั้งนี้เป็นหน้าที่ของท่าน.ท่านถึงพร้อมดีหรือ?? ท่านคือหัวใจของประเทศชาติท่านเข้าใจหน้าที่ข้อนี้ดีหรือ??
ท่านคือปากเสียงของประชาชนข้อนี้ท่านยังจำอยู่ได้หรือ?
หากท่านตื่นรู้ในหน้าที่ดีอยู่..ครั้งนี้จงประกาศก้องออกไปให้โลกรู้สักครั้งว่าต่อไปเราจะไม่แพ้
พวกท่านจะอยู่ข้างเรา ทหารจะอยู่ข้างเรา แล้วเราประชาชนจะอยู่เคียงข้างท่าน

  
                                        ...วัคซีน...


วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

~ฉันรักเธอเสมอ เพื่อนของฉัน~




แม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะทำให้เราไกลห่าง
แต่ฉันก็ยังคง “คิดถึงเธอ”
ความรู้สึกในชิ้นส่วนที่ขาดหาย ฉันยังคงเก็บมันไว้
แม้ปริศนาคาใจจะยัง...ไม่ถูกไขให้เจนจบ
ก็จงปล่อยให้ความจริงตรงนั้นดำเนินต่อไปตามทางของมัน
แค่เพียงวันนั้นเราได้ใช้วันเวลาร่วมกันเติมแต่งความฝัน
สิ่งนั้นก็ทำให้ฉันได้รู้ว่า...แค่เราพบกัน
“มันสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด”
สิ่งใดๆนั้นไม่สำคัญ ความเป็นเราคือสิ่งที่งดงาม
ไม่ว่าเราจะเป็นสิ่งใด ไม่ว่านานสักเพียงไหน
ความคิดที่เพิ่งผ่านไป...มิได้ทำให้ใจเราหม่นหมอง
ชีวิตทุกห้วงทุกตอนยังคงงดงามอยู่อย่างนั้น
เพียงถ้อยคำไม่ทำให้ฉันลบเธอออกไปได้
....
....
หากพรุ่งนี้เราได้พบหนทางใหม่
เมฆครึ้มที่ปกครุมอยู่นั้น ก็จะพลันเคลื่อนสลาย
แม้จะไม่ใช่ทุกที่ ที่ตะวันจะสาดส่องลงไป
แม้ไม่ทุกครั้งที่เราจะยังยิ้มได้
แต่หากในทุกเช้าของทุกวัน..การส่องแสงยังเป็นกิจของตะวัน
ความหมองหม่นทุกครั้งก็จะเป็นกิจของวันเวลา
....
....
ช่วงเวลานั้นผ่านไปไวเหลือเกิน บางครั้งการเคลื่อนที่ของเวลาอาจทำให้เธอลืมไปก็ได้ว่า

 “ความปวดร้าวในครั้งนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร”

                             

                                                                                     ...วัคซีน...

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

~What should I do~



ฉันต้องทำอย่างไร บอกฉันได้ไม๊ว่าฉันต้องทำอะไร

กับสิ่งที่มันฝังรากลึกอยู่ในหัวใจของฉัน

บาดแผลพวกนั้นฉันจะรักษามันได้อย่างไร

มันฉุดรั้ง มันกำหนด มันกดดัน ให้ฉันจมดิ่ง..ลึกลงไป



ฉันหวาดกลัว ฉันหมดหวัง ฉันสับสน

“และนั่นคือเหตุผลที่ฉันยอมพ่ายแพ้”



พวกคุณบอก..มีอะไรบางอย่างอยู่ในตัวฉันและให้ฉันดึงมันออกมาใช้

แต่พวกคุณคงไม่เคยรู้..กับสิ่งที่ฉันเจ็บปวด

กับการเป็นคนที่ต้องคอยรับฟังอยู่เสมอ
ฉันไม่เป็นตัวเองเลย ฉันไม่รู้เลยว่าตัวตนจริงๆของฉันอยู่ตรงไหน

อะไรบางอย่างตรงนั้น...ตอนนี้ฉันกำลังควบคุมมันไม่ได้

...

"คนๆหนึ่งไม่ให้ฉันกลับไปเหมือนเดิม คนๆหนึ่งควบคุมฉันอยู่ไกลๆ"

...

แล้วตัวฉันล่ะ พวกคุณให้พื้นที่ฉันยืนอยู่ได้ตรงไหน??

ฉันติดอยู่กับอำนาจบุญคุณไม่รู้จบ

จนไม่อาจเดินกลับไปหาตัวตนจริงๆของฉันได้อีกครั้ง

มันไม่สามารถกลับไปเป็นได้เหมือนเดิม

และมันไม่สามารถหาทางไปเป็นแบบใหม่อะไรทั้งนั้น

ความกดดันครั้งนี้มันมีมากมายเหลือเกิน

มากเสียจนคนอย่างฉันจะทนรับมันได้ไหว

ความรู้สึกแบบนี้ มันไม่ปลอดภัยมันคุกคาม

มันไม่มีเสรีภาพ...พวกคุณเคยรับรู้กันบ้างไหม

...
...
...
ฉันอึดอัดเหลือเกิน ฉันไม่สบายใจ

อย่าผลักดันให้ฉันงุนงงกับโลกความจริงที่ถูกทั้งสองฝ่าย

แล้วจะให้คนอย่างฉันตอบสนองมันได้อย่างไร

มันต่อต้านจินตนาการฉัน มันกำหนดฉันลับๆมันทำลายตัวตนฉัน

มันสะท้อนตัวฉันออกมาบ้าๆตลอดเวลา

มันตามหลอกหลอน กัดกร่อน กลืนกินจิตวิญญาณฉัน

ฉันสับสนเหลือเกินฉันไม่สามารถเป็นอะไรใหม่ๆ

หรือหาทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก

...
...

ฉันไม่รู้..ไม่เคยรู้..หนทางข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร?

มีสองทางให้ฉันก้าวเดิน แต่สองขาฉันมันไม่กล้าก้าวไป

ฉันเจ็บปวดที่ต้องเป็นอยู่อย่างนี้ ขอได้โปรดอย่ากำหนดฉันอยู่อย่างนี้

ฉันไม่สามารถทำทุกอย่าง ได้ทุกทาง..ให้ถูกใจใครทุกคน





ฉันสับสนเหลือเกินว่าอะไร “คือความจริง”

ความจริงที่ทำให้ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้

ความจริงที่ทำให้ฉันหวาดหวั่นวุ่นวาย

ความจริงที่ควบคุมจากใครหลายๆคน

“ความจริงที่ไม่มีวันสิ้นสุดกันเสียที พอกันเสียสักทีเถิดความจริง”

...ฉันเบื่อเหลือเกินโว้ยยย!!!



                                                              ...วัคซีน...













วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

~เสียงจากความหนาว~





อนิจจาฟ้าลอยต่ำเมฆมืดคล้ำดำแท้แท้

ไม่เหลียวแลรักษาไว้ในวิญญาณของมนุษย์

เพลิงกิเลสโหมคลุ้มคลั่งยากยั้งหยุด

ศีลชำรุดใจทรุดทรามน่าหยามหยัน

กระเสือกกระสนจนไม่เห็นว่าเป็นใครในสายตา

ในอุราไม่ประสาในราคี

แลเห็นสิ่งชั่วช้าว่าความสุขบนทุกข์ท่าน

ไล่ฆ่าฟันห้ำหั่น เพื่อยึดมั่นในปรารถนา

สร้างหายนะเพิ่มพันธะให้โลกา

ปรุงตัณหาแต่งนามให้กับตน

….

ความยิ่งใหญ่..ทำให้คุณลืมคุณ ลืมคนไปหรือไร

ความยิ่งใหญ่“จิตสำนึกอย่างคน”คนอย่างคุณใช่เป็นของคุณไม่

คุณจึงไม่ผดุงไว้ซึ่งความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่

“ของจิตใจมวลมนุษยชาติ”

หรือเพียงมุ่งหวังในอำนาจจนลืมขาดความใส่ใจ

คุณจึงลืมไปว่าความห่วงใยในสันติภาพโลก

"มันกว้างใหญ่มหาศาล"

ใช่แค่สันติภาพอันน้อยนิดที่สนามหลังบ้านคุณ



                                                                                      ...วัคซีน...



วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

~Only Hope ไม่มีพรุ่งนี้สำหรับสันติ~




บางทีมนุษย์ต้องการจำเพียงเพื่ออยู่ต่อไป

และบางคราว

ก็อยากให้เรื่องราวที่ไม่อยากเก็บไว้อยู่ห่างๆ

มีบางครั้งที่เหตุผลแห่งเวลา ไม่อยากให้มีแม้เพียงแค่สักวัน

....
เพราะมนุษย์ยึดติด...คิดในรูปแบบเวลา

มีชีวิตอยู่กับเวลาใช้เวลาหลอกล่อ และหวังว่าจะรักษาให้ค่อยๆดี

การคิดฝันอย่างนั้นเป็นรูปแบบการหลบหนีที่เราชื่นชอบ

...

มันเป็นอดีตที่เขียนขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากล่อมชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า

สร้างความคิดแห่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นทีละน้อยวันแล้ววันเล่า

แต่ไม่เคยมีอะไรใหม่เกิดขึ้นสักที เวลาไม่เคยนำมาซึ่งความเป็นระเบียบและความสงบ

อย่างที่เรานึกฝันและหมั่นปลูกฝังกับความคิดว่ามันจะต้องค่อยเป็นค่อยไป

.....

 
มันสายไปแล้วมิใช่หรือ??

 เมื่อไฟมันติดขึ้นจริงๆคุณยังจะคิดเรื่องสีเสื้อที่ใส่มาดับไฟอยู่ได้อีกหรือ??

เมื่ออันตรายเกิดขึ้นจริงๆกาลเวลาหายไปมิใช่หรือ??

 จะมีแต่เพียงการตอบโต้ทันทีทันใดมิใช่หรือ??

แต่เพราะเราไม่เคยเห็นในอันตรายอันใหญ่หลวงของเราจริงๆ

 ...ด้วยเหตุผลนี้มิใช้หรือ???

เราถึงยังติดอยู่กับปัญหาเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาไม่เคยหลุดจากมันไปได้สักที

....

เราสับสนอยู่ในปัญหาต่างๆของเราและหลงอยู่ในความสับสันนั้น

เราอาจเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียว

ที่ใช้อดีตและความคิดทำร้ายตัวเอง.. ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น...

เอาความปลิ้นปล้อนของความคิดเราออกไปเสีย เราต้องหยุดความคิดในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไปนั้นเสีย

 มันหมายความว่าจะไม่มีพรุ่งนี้สำหรับเราที่จะมีสันติ...แต่เราต้องสงบลงในทันที

ตราบใดที่การเคลื่อนไหวของเรายังยึดติดกับอดีตใฝ่ฝันถึงความคิดในอนาคต

ตราบใดที่เรายังแยกมัน เราก็จะยังคงขัดแย้งอยู่ร่ำไป
....
เมื่อคุณกำลังหลงคุณทำอย่างไรเล่า??
 คุณหยุดอยู่กับที่แล้วมองไปรอบๆ หรือคุณยังจะวิ่งตามความหลงนั้นไปแสวงหาความต้องการนั้นไป อ้อนวอนอยู่บนความสับสนนั้นไป
....

เมื่อเราเผชิญกับชีวิตเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างไม่สมบูรณ์ ความไม่สมบูรณ์นั่นเองที่ทำให้เกิดปัญหา เมื่อเราท้าทายโดยการตอบสนองที่แบ่งแยก นั่นเองที่เรากำลังหลบหนีจากมัน

เมื่อเราเผชิญกับมันโดยขาดการใส่ใจอย่างเต็มที่ นั่นเรากำลังหล่อเลี้ยงปัญหาให้คงอยู่สืบไปตราบนานเท่าที่เรายังคงสนใจมันอย่างไม่สมบูรณ์...



                                                                                          ...วัคซีน...



วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

~ตั้งแต่วันนั้น~





.~ตั้งแต่วันนั้น~

ขอฉันได้บอกเธอ ว่าดีใจเหลือเกิน

ที่ได้พบกับเธอวันนั้น

มันทำให้ฉันซึ้งใจเรื่อยมา แต่ก็รู้เสมอว่าเรานั้นอยู่กันในองศาที่ห่างไกล

แค่ครั้งหนึ่งตอนนั้น ที่ฉันได้มีโอกาสมองตาเธอใกล้ ใกล้

เหตุผลอะไรในใจฉันไม่มี มีเพียงความรู้สึกลึกๆที่ยังเก็บไว้

มันอยู่ข้างใน ฉันยังเก็บความอุ่นใจไว้ตรงนั้น

เธอคงไม่รู้ใช่ไหมว่าในใจฉัน

~ยังจดจำอยู่เสมอ~

 ฉันไม่เคยลบภาพนั้นไป

...
แต่มันคงเป็นวันที่ไม่ใช่ ที่ต้องเก็บอะไรไว้จดจำ มันคงสายไป


แค่หลับตาก็รู้แล้วว่าสาย ไม่ต้องสบตาฉันก็รู้เธอรักใคร

....

ฉันก็ยังหายใจอยู่ อยู่บนโลกที่ยังมีเธออยู่

ไม่มีอะไร ก็แค่อยากให้รู้ ว่าคิดถึงมากมาย

ยังรู้สึก และยังเก็บภาพนั้นไว้ในใจตราบเท่าที่ฉันยังมี

.....
ไม่ขอบอกอะไรมากกว่านี้

แค่วันนี้เห็นเธอมีความสุข ได้รู้ว่าเธอเริ่มต้นสิ่งยิ่งใหญ่

อยู่กับคนที่เธอรัก เขารักเธอ ฉันก็เข้าใจ

ขอแสดงความยินดีด้วยด้วยความจริงใจ



...ขอให้เธอโชคดี…


                                                                      ...วัคซีน...



วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554

เสียงในความทรงจำ




ชีวิตคือการเรียนรู้ เรียนรู้โดยการเฝ้าดู เรียนรู้โดยเงี่ยหูฟัง

ร่องรอยแห่งชีวิต ความทรงจำแห่งวันวาน

เหมันต์ที่เพิ่งผ่านไป

ใยต้องทำให้มันกลับกลายเป็นเพลงเศร้าหมอง

เราใช้ชีวิตผ่านไปเป็นห้วงเป็นตอน

ตอนนี้ที่ฉันต้องการ ตอนนั้นที่เป็นของคุณ

แล้วตอนต่อไปอยู่ที่ใคร

เมื่อคนหนึ่งปล่อยเสียงหัวเราะ อีกคนหนึ่งไม่สมดังใจ

แล้วอีกหลายล้านคนต้องหลั่งน้ำตาให้

ไร้ความจริงใจไร้มิตรข้างกัน

แค่อำนาจเท่านั้นทำทำนองชีวิตเปลี่ยนไป ลืมความเป็นไทย

ลืมไปว่าเคยรักกัน

ชีวิตไม่อาจดิ้นรน ยั้งยืนอยู่จนตราบนานเท่านาน

ฤดูกาลแห่งอัตตา ฉุดรั้งชีวิตให้โรยรา

ถ้อยคำแห่งริษยาดั่งเสียงนกเสียงกา ยังคงเชื่อฟังกันทำไม

เมื่อครั้งหนึ่งวันนั้น เราเคยฟังมันพลาดไป

มืดเหลือเกินยังจำกันได้ไหม สิ่งหนึ่งที่เพิ่งผ่านไป

ไม่อาจทอดมองผ่านไปได้เลย

ไม่อาจหวนกลับไปได้ยินเสียงนั้นเช่นเคย

ทั้งกลัวและเจ็บ..แสนปวดเหลือเกินใจเอ๋ย

มันเศร้าจนจะขาดใจ

ร่องรอยความเจ็บปวดครานั้น

จงจำกันไว้เถิดไทย อย่าปล่อยให้มันล่วงไป


เกิบความผิดไว้เป็นพลัง

เรายังอยากจะมีเรี่ยวแรงกำลังกันอยู่ไหม

ไว้ขับร้องเพลงชาติไทยและมีลมหายใจไม่เปลี่ยน

จงอย่าให้ความต้องการ ทำความเป็นชาติให้รางเลือนไป

เพียงสิ่งนี้ที่ค้างในใจ

ที่อยากย้ำเตือน

แค่เพียงเท่านี้จริงๆ ที่มาอ้อนวอน ตอนนี้ที่ต้องการ

จงปล่อยมันเถิดเสียงค้านในใจ ออกมาข้างกายมาเคียงข้างกัน

แล้วฉันจะขับกล่อมเธอด้วยบทกวี

เป็นทำนองชีวิตอันอ่อนโยนแสนหวาน ให้เธอได้ฟัง

ให้เธอได้อบอุ่นหัวใจ 

จงตื่นกันเถิดคนไทยอย่าทำให้บ้านต้องเป็นฝันร้าย

หากพรุ่งนี้เราเดินจากกัน คงเป็นฝันที่หนาวจนสั่นเรือนกาย

สิ่งที่ซ่อนแร้นสิ่งที่ชั่วร้ายคงเคลื่อนกายมาบดบัง

ทำนองชีวิตที่เหลืออยู่อย่าให้เป็น บทเพลงแห่งความสิ้นหวัง

จงรวมกันให้เป็นพลัง ผูกพันกันให้เป็นไท

จงรวมกันเถิดไทยให้เป็นไทดุจดังเดิม


                                                                               ...วัคซีน...