วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โทมัส ฮอบส์ นักปรัชญาการเมือง ผู้เขียน Leviathan



โทมัส ฮอบส์


โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) (5 เมษายน พ.ศ. 2131 (ค.ศ. 1588) - 4 ธันวาคม พ.ศ. 2222 (ค.ศ. 1679)) เป็นนักปรัชญาการเมือง ชาวอังกฤษ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากผลงานที่สำคัญคือ หนังสือชื่อ Leviathan

ที่เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2194 หนังสือเล่มนี้กลายเป็นฐานประเด็นในแนวปรัชญาการเมืองตะวันตกในสมัยต่อมาในเกือบทุกแนว

ถึงแม้ว่าทุกคนได้รู้จักโทมัส ฮอบส์จากงานเขียนกี่ยวกับปรัชญาการเมืองตะวันตกก็จริง แต่ที่จริงแล้วฮอบส์ได้สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ไว้อีกหลายด้าน เช่น ประวัติศาสตร์ เรขาคณิต เทววิทยา จริยธรรม รวมทั้งด้านปรัชญาทั่วๆ ไปอีกหลายเรื่อง

และที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันว่า รัฐศาสตร์ (political science) นอกจากนี้สิ่งที่ฮอบบส์เชื่อที่ว่า "มนุษย์นั้นโดยธรรมชาติมีการร่วมมือกันก็โดยมุ่งผลประโยชน์ส่วนตัว" ซึ่งข้อคิดนี้ได้รับการพิสูจน์ในทฤษฎีของ ปรัชญามานุษยวิทยาต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน


ชีวิตในวัยเยาว์และการศึกษาโทมัส ฮอบส์ เกิดที่วิลท์ไชร์ ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรของพระราชาคณะแห่งชาร์ลตัน และ เวสต์พอร์ตซึ่งหนีออกจากประเทศอังกฤษ เนื่องจากการกลัวโทษแขวนคอ

และปล่อยลูก 3 คนทิ้งไว้ให้พี่ชายชื่อฟรานซิสดูแล ฮอบบส์ได้เข้าเรียนในโรงเรียนโบสถ์ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ และเรียนต่อในชั้นที่สูงขึ้นตามลำดับ ฮอบส์เป็นนักเรียนดี

และได้เข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ที่เฮิร์ทฟอร์ดคอลเลจ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเมื่อ พ.ศ. 2146 ที่มหาวิทยาลัย ฮอบส์ได้เป็นครูกวดวิชาให้กับบุตรชายของวิลเลียม คาเวนดิช บารอนแห่งฮาร์ดวิกซึ่งกลายเป็นมิตรภาพกับครอบครัวนี้อย่างต่อเนื่องกันไปชั่วชีวิต

ฮอบบส์กลายเป็นคู่หูของวิลเลียมผู้เยาว์ ได้ร่วม "การท่องเที่ยวครั้งใหญ่" (en:Grand tour - ประเพณีของคนอังกฤษชั้นสูงวัยหนุ่มระหว่างประมาณ พ.ศ. 2200 - พ.ศ. 2360 เพื่อท่องยุโรปแผ่นดินใหญ่

เพื่อเรียนรู้ แสวงหาและสัมผัสกับปรัชญาและวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ที่รุ่งเรืองในที่นั้น) ฮอบบส์ได้สัมผัสกับวิทยาศาสตร์และวิธีการคิดเชิงวิฤติของยุโรปซึ่งแตกต่างกับ "ปรัชญาเชิงอัสสมาจารย์" (scholastic philosophy) ที่ได้เขาเคยเรียนที่ออกซ์ฟอร์ด ซึ่งมุ่งเรียนอย่างจริงจังทางกรีกคลาสสิกและละติน

แม้ว่าฮอบส์จะมีโอกาสได้คลุกคลีกับนักปรัชญามีชื่อเช่น เบน จอนสัน และ ฟรานซิส เบคอนมานานแต่ก็ไม่ได้สนใจด้านปรัชญาจนกระทั่งหลังจาก พ.ศ. 2172 คาเวนดิชซึ่งได้เลื่อนเป็นเอร์ลแห่งเดวอนไชร์

ผู้เป็นนายจ้างฮอบส์ได้เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2171 และภริยาหม้ายของคาเวนดิชได้บอกเลิกจ้างเขา แต่ในเวลาต่อมาฮอบบส์ก็ได้งานใหม่เป็นครูกวดวิชา ให้กับลูกของเซอร์เกอร์วาส คลิฟตัน ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในปารีสและจบลงเมื่อ พ.ศ. 2174

เนื่องจากการได้พบกับครอบครัวคาเวนดิชอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็นงานกวดวิชาให้กับลูกชายของนักเรียนเก่า ในช่วงต่อมาอีก 7 ปี ฮอบส์ได้เพิ่มพูนความรู้ด้านปรัชญาไปพร้อมกับงานกวดวิชา

ซึ่งทำให้เขาเกิดความอยากรู้อยากอภิปรายเกี่ยวปรัชญามากขึ้น และได้กลายเป็นนักอภิปรายปรัชญาหลักที่เป็น "ขาประจำ" ในยุโรป และจากปี พ.ศ. 2180 เป็นต้นมา ฮอบส์ได้ถือว่าตนเองเป็นนักปรัชญาและผู้รอบรู้


ที่ปารีส

ที่ปารีสฮอบส์ได้ศึกษาลัทธิปรัชญาในหลายๆ ด้านและได้ทดลองเข้าถึงปัญหาด้วยแนวทางฟิสิกส์ ได้พยายามไปถึงการวางระบบความคิดที่ละเอียดบรรจงขึ้น ซึ่งได้กลายเป็นงานที่ฮอบบ์ได้อุทิศชีวิตให้

ฮอบส์ได้ทำศาสตรนิพนธ์หลายเรื่อง เช่นเกี่ยวกับลัทธิที่เป็นระบบเกี่ยวกับร่างกาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์ทางกายภาพสามารถอธิบายอาการเคลื่อนไหวได้อย่างไร

ฮอบบ์ได้แยกเอา มนุษย์ ออกจากอาณาจักรของธรรมชาติและพืชพรรณ ในอีกศาสนตรนิพนธ์หนึ่ง ฮอบบ์ได้แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวเฉพาะบางอย่างของร่างกาย เนื่องมาจากผลของปรากฏการณ์ผัสสาการ (ศัพท์ปรัชญา = sensation) ความรู้ วิภาพ (ความชอบ = affection) และกัมมภาวะ (ความดูดดื่ม, กิเลส = passion)

และสุดท้ายในศาสตรนิพนธ์อันลือชื่อ ฮอบบ์แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ถูกผลักดันเข้าสังคมได้อย่างไร และตั้งประเด็นว่าจะต้องออกกฎระเบียบใช้บังคับหากไม่ต้องการให้มนุษย์ต้องตกสู่

"ความเหี้ยมโหดและความทุกข์ระทม" ทำให้ฮอบบ์เสนอการรวมปรากฏการณ์ที่ว่าแยกกันของ ร่างกาย" มนุษย์และ รัฐ เข้าเป็นหนึ่งเดียว

โทมัส ฮอบบ์กลับบ้านเมื่อ พ.ศ. 2180 ในขณะที่อังกฤษกำลังเกิดสงครามกลางเมืองสู้กันระหว่างบิชอป ซึ่งมีผลกระทบต่องานศึกษาค้นคว้าทางปรัชญา แต่ฮอบส์ก็สามารถเขียนศาสตรนิพนธ์เรื่อง "Human Nature" และ "De Corpore Politico" แล้วเสร็จและตีพิมพ์ร่วมกันภายหลังใน 10 ปีต่อมาในชื่อ "The Element Of Law"

ในปี พ.ศ. 2183 ฮอบส์ได้หนีกลับไปฝั่งเศสอีกครั้งด้วยรู้ว่าการเผยแพร่ศาสตรนิพนธ์ที่เขาเขียนขึ้นกำลังให้ร้ายแก่ตัวเอง คราวนี้ฮอบส์ไม่ได้กลับบ้านอีกเป็นเวลา 11 ปี

ฮอบส์ได้เขียนหนังสืออื่นๆ อีกหลายเล่มเกี่ยวกับปรัชญาการเมือง เขาเกิดในยุคเดียวกับ เดส์การตส์ และเขียนบทวิจารณ์ตอบบทหนึ่งของหนังสือ "การครุ่นคิด" ของเดส์การตส์ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2184

งานเขียนหลายๆ เรื่องของฮอบส์ได้ส่งให้เขามีชื่อเสียงมากขึ้น ในวงวิชาการด้านปรัชญา


เลอไวอะทัน Frontispiece of Leviathan"เลอไวอะทัน" (Leviathan) (พ.ศ. 2194) เป็นศาสตรนิพนธ์ชิ้นเอกด้านปรัชญาทางการเมืองที่ฮอบส์ใช้เผยแพร่ "ลัทธิพื้นฐานของสังคมกับรัฐบาลที่ชอบธรรม" ซึ่งเนื้อหาของหนังสือนี้ได้กลายเป็นต้นตำหรับ ของงานวิชาการทางปรัชญาด้าน "สัญญาประชาคม"

และในหนังสือ "สภาวะตามธรรมชาติของมวลมนุษย์" ในเวลาต่อมา ซึ่งว่าในขณะที่คนๆ หนึ่งที่อาจแข็งแรงหรือฉลาดกว่าใครๆ แต่เมื่อกำลังจะถูกฆ่าให้ตาย ในฐานะมนุษย์ตามสภาวะตามธรรมชาติ

เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็จะต่อสู้ทุกวิถีทาง ฮอบส์ถือว่าการต่อสู้ป้องกันตัวเพื่อเอาชีวิตรอดจากสิ่งใดก็ตามในโลกเป็นสิทธิ์และความจำเป็นตามธรรมชาติของมนุษย์

เลอไวอะทันเป็นงานที่ฮอบส์เขียนขึ้น ในระหว่างความยากลำบากของสงครามกลางเมืองของอังกฤษ ที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงที่มีการเรียกร้องให้มีรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความไม่ลงรอยที่นำไปสู่สงครามกลางเมือง

มีการยอมให้ใช้อำนาจมากไปบ้างเพื่อรักษาสันติภาพ ด้วยสภาวะความยุ่งเหยิงทางการเมืองขณะนั้นทำให้ทฤษฎี ทางการเมืองของฮอบส์ที่ว่า องค์อธิปัตย์ หรือ อำนาจอธิปไตยควรมีอำนาจในการควบคุมพลเรือน ทหาร ตุลาการ และศาสนาได้รับการยอมรับ

ฮอบส์แสดงออกมาอย่างเปิดเผยว่าองค์อธิปัตย์จะต้องมีอำนาจครอบคลุมไปถึงศรัทธาและลัทธิ และว่าถ้าไม่ทำเช่นนั้นย่อมเป็นการนำไปสู่ความแตกแยกในที่สุด

ฮอบบีเซียน (Hobbesian) คำว่า ฮอบบีเซียน ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่บางครั้งหมายถึงสถานการณ์ของการแข่งขันที่ไม่มีการควบคุม มีแต่ความเห็นแก่ตัวและไร้อารยธรรม เป็นความหมายที่นิ่งแล้ว แต่ก็เพี้ยนไม่ตรงความเป็นจริงด้วยเหตุผล 2 ประการคือ

ประการแรกเลอไวอะทันได้พรรณาสถานการณ์นี้ไว้จริงแต่เพื่อเพียงใช้สำหรับการวิจารณ์ อีกประการหนึ่งฮอบส์และเป็นหนอนหนังสือเป็นกระดากที่จะชี้แจง อีกความหมายหนึ่งที่ใช้เกือบทันทีหลังการตีพิมพ์คือ "อำนาจคือธรรม"

ชีวิตบั้นปลายฮอบส์ได้พยายามตีพิมพ์ผลงานด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ที่ไม่ค่อยดีนักไปพร้อมๆ กับงานด้านปรัชญา ในช่วงของ ยุคปฏิสังขรณ์ (The Restoration) (การฟื้นฟูราชวงศ์อังกฤษ ราชวงศ์สกอตแลนด์ และราชวงศ์ไอร์ริชโดยพระเจ้าชาร์ลที่ 2 กษัตริย์หนุ่มของอังกฤษ)

ชื่อเสียงของฮอบส์ได้โด่งดังขึ้นจนพระเจ้าชาร์ล ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของฮอบส์เมื่อครั้งยังเป็นปรินซ์ออฟเวลล์ลี้ภัยอยู่ในปารีสจำได้ จึงมีรับสั่งให้ฮอบส์เข้ารับราชการในราชสำนักและพระราชทานบำนาญแก่ฮอบส์ปีละ 100 ปอนด์

พระเจ้าชาร์ลต้องช่วยปกป้องฮอบส์จากการถูกกล่าวหาว่าเขียนหนังสือหมิ่นศาสนาและไม่ยอมรับว่าพระเจ้ามีตัวตนจากซึ่งเกิดจากความพยายามของรัฐสภาที่จะออกกฎหมายเพื่อเอาผิดฮอบส์ แม้จะเอาผิดฮอบส์ไม่ได้ แต่ก็มีผลทำให้ฮอบส์ไม่กล้าตีพิมพ์งานของเขาในอังกฤษอีก

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2222 ฮอบส์ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ ตามด้วยภาวะเส้นเลือดในสมองแตกจนเป็นอัมพาต ฮอบส์เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมปีนั้น ด้วยวัย 91 ปี ศพได้รับการฝังที่สนามของโบสถ์อัลท์ฮักนาล ในเดวอนไชร์ ประเทศอังกฤษ

โทมัส ฮอบส์ มีอายุยืนยาวมาก มีชีวิตอยู่ตรงกับระหว่างรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชา และสมเด็จพระเพทราชาในสมัยอยุธยาซึ่งในช่วงนั้น มีกษัตริย์อยุธยาครองราชย์รวมแล้วถึง 12 รัชกาล


ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

                                                                                                         



                                                                                                                                      ...วัคซีน...

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

~คนในฝัน~






มีใครคนหนึ่งออกเดินทางตามหาบางอย่าง

มีใครคนหนึ่งเฝ้าแต่สงสัยว่าอะไรที่อยู่ในฝัน

จึงค้นหาเพื่อได้พบ เพื่อได้คนที่พูดคุย...เพื่อได้ค้นบางสิ่งที่อยู่ในฝัน

ค้นหาเพื่อนคนนั้นคนแล้วคนเล่า....แล้วก็ไม่เจอ

ค้นหาความสำเร็จอย่างนั้น ที่ฝันเอาไว้ “อยากมี”แล้วก็หายไป

คนคนหนึ่งเขียนบางอย่างมากมายไว้ในฝัน

แล้วเฝ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการดั่งในฝัน

หวังไว้ในฝัน หวังไว้สักวันต้องคว้ามัน

แต่ฝันก็แค่ในฝัน....สุดแท้ จริงแท้ ก็แค่ฝัน ฝัน

ทุกอย่างไม่เคยเหมือนฝัน...แล้วฝันก็สลาย แล้วฝันก็หายไป

ฝันเอ๋ยฝัน...ฝันที่เป็นจริง...มันจริงอยู่แค่ในฝัน

ความจริงช่างยากเย็นไม่เคยเป็น.."เหมือนอย่างฝัน"..
....
....
..ฝันเอ๋ยฝัน..

โลกแห่งฝัน ทุกอย่างช่างสวยงาม  เหมือนความฝัน
“โลกแห่งความจริง..ไม่เคยนึกไม่เคยฝัน..ไม่เคยได้สร้างสรรค์
"แต่มันก็เป็นจริง"
...
"ตื่นขึ้นมาลืมตาในความจริง..ทุกสิ่งไม่เหมือนเดิม"

ไม่มีสิ่งที่เป็นอยู่อย่างตั้งใจ...มีเพียงมนุษย์ธรรมด๊า..ธรรมดา

 กับภาพลวงตา กับความว้าเหว่
กับความฝัน  กับอัตตา กับความสงสัย

ไม่มีความสุขที่พอดี...ไม่มีสิ่งต่างๆที่หวังให้พึงมี
มีเพียงสิ่งที่ขาดหาย..คงอยู่เสมอไป....นั่นคือ...“สิ่งที่แท้จริง”


“หรือความฝันมีไว้ให้กับเวลาชั่วชีวิต....ไม่ใช่เป็นเพียงบางสิ่งที่ชั่วคราว”

??????


                                                                                                ...วัคซีน...

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

~ Greatest Love Of All~





สิ่งที่ฉันเป็น..ตอกย้ำซ้ำเตือนกับฉันว่านี่..คือ..“สิ่งที่ฉันเป็น
การรักษาตัวรอด...และศักดิ์ศรี
...
มีหลายครั้งที่ฉันตั้งคำถามกับตัวเองด้วยความสงสัย
ว่าอะไรคือสิ่งที่ฉันเป็น??
คำตอบที่ได้ความหมายมันก็ยังสากล ฉันยังเป็นในสิ่งที่ฉันเป็น
...สิ่งที่คุณเป็นไม่ใช่ฉันคุณจึงไม่เข้าใจ...
ฉันเคยแสวงหาฮีโร่ของฉัน..เพราะฉันเคยเชื่อว่าั่นั่นคือความสวยงาม
เชื่อว่านั่นจะเป็นกระจกให้ฉันส่องเห็นโลกที่ตาฉันมองออกไปไม่ถึง
...

แต่หาได้เป็นอย่างฝันเลย..มันหาใช่สิ่งงดงามที่น่าชื่นชมไม่
ฮีโร่เป็นแค่ภาพลวงตาเป็นเพียงมายาคติ ที่ทุกคนเอาไว้สร้างภาพฝันพร่ำเพ้อ
...
ฮีโร่เป็นสิ่งผิดพลาดของความเชื่อที่แสนงมงาย
เป็นความต้องการหาที่พึ่งพิงของความกลัว
ที่ต้องการให้ใครซักคนมาชื่นชม ต่อเติมความมั่นใจ

...
...

..ฮีโร่ไม่เคยมีตัวตน..

ฮีโร่คนที่จะทำให้ฉันมีใจเปิดกว้างแผ่ข้ามไปทุกเขตแดน

..ฉันยังไม่เคยเจอ..
...

ทุกวันนี้ฉันก็ยังคงเป็นคนโดดเดี่ยว
ฉันยังคงเป็นคนที่มีแต่คนบอกว่าไม่เข้าใจ
ยังคงเป็นคนที่ไม่มีใครให้ฉันได้เดินตามเงา
...

และเมื่อมันไม่มีเงา ไม่มีแสงรุ้งทอดผ่าน
ฉันจึงเลือกที่จะให้ความมั่นใจอยู่กับตัวฉัน
เลือกที่จะสร้างฝันและเป็นเงาให้กับตัวฉันเอง

...เพราะฉะนั้น...

วันนี้..ไม่ว่าฉันจะตกต่ำ..พ่ายแพ้..หรือล้ำเลิศ
มันจะไม่ใช่ด้วยเหตุผลของเงา..ของใครคนใด

...
แต่มันคือความภาคภูมิใจ..

ที่อย่างน้อยการทำผิดกับเหตุผลที่ฉันเชื่อ ก็ทำให้ฉันได้ซึมซาบอย่างมีความหวัง

ว่ามันยังไม่สายที่ฉันจะต้องปรับปรุงตัว

และไม่ว่าความล้มเหลวผิดหวังจะเอาอะไรไปจากชีวิตฉันก็ตาม
แต่จะไม่มีอะไรเอาศักดิ์ศรีของฉันไปได้
...
มันไม่ง่ายหรอกนะกับโลกใบนี้ ที่เงาสะท้อนจะทำให้เราหยั่งลึกรู้ถึงจิตใจของคนอื่น
แต่เรารับรู้เสมอว่า เราหยั่งรู้จิตใจตัวเองได้ หากเราเต็มใจพร้อมที่จะมองลงไป
...
...
เพราะความเชื่อที่ยิ่งใหญ่บังเกิดขึ้นได้เสมอกับชีวิตฉันและชีวิตคุณ
มันขึ้นอยู่กับว่าฉันและคุณรักตัวเองมากแค่ไหน
...

~ความรักที่ยิ่งใหญ่แสนจะง่ายที่จะได้มาแค่เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง~

นี่แหละความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่งอื่นใดในโลกนี้

...The Greatest Love Of On...


                                                                    
                                                                      ...วัคซีน...

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สองใจรวมกัน



~ฝันถึงสันติภาพ~

แผ่นดินทุกข์ระทมตรมตรอมชนเดือดร้อนสั่นคลอนไปทั่ว
เหตุผลเดียวข้อใหญ่ คือหัวใจผู้คนทั้งหลายต่างไร้สิ้นศรัทธา
เรามีพระเจ้าเป็นความโกรธมีกิจในใจคือการล้างแค้น
....
 วันนี้เราแพ้ เมื่อวานเราแพ้ เราแพ้มาร้อยครั้ง เราร่ำร้องหาสันติภาพทั้งร้อยครั้ง
แล้วเราก็ถูกสอนมาเป็นร้อยครั้งว่าสงครามคือ"หายนะ" คนที่บ้าในสงครามคือคนเถื่อน
โลกเราจะล่มสลายหากเราเป็นคนเถื่อนที่กระหายในสงคราม
...
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่น้องเราถูกฆ่า บ้านเมืองเราถูกเผา พวกเราถูกฝัง
ฝังด้วยอดีต ด้วยคำพูด ด้วยอำนาจ ด้วยความหลงมัวเมาในความคิด
เมื่อไฟดับ คนที่ตายถูกเผา คนที่เหลือจากความตายจิตใจถูกทำลายให้ตายไปอย่างช้าๆ
สิ่งที่เราเหลือไว้ในสงครามคือคราบน้ำตา คราบเลือด แต่หากเมื่อฝนชะล้างออกไปมันก็หาย
แต่ มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยตาย มันคือ..ความเกลียดชัง..ความระทมทุกข์..เจ็บปวดรวดร้าว
"ความเกลียดชังที่เราทำทิ้งเอาไว้ มันไม่เคยตาย"
ความเกลียดชังกำลังทำสงครามกับเราอยู่ในขณะนี้ และกำลังเตรียมการอยู่เรื่อยๆ
ความเกลียดชังกำลังเรียกเก็บภาษีกับพวกเราทุกคนหลังสงคราม
มีไฟรุกท่วมขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีใครตอบไม่มีคนผิด
หากอดีตเป็นครู เรามีครูมากมายนับไม่ถ้วนแต่ทุกคนล้วนล้มเหลว บทเรียนไม่เคยบอกอะไร
...
“มันเป็นเพราะอะไร ใครตอบได้?”
...
พี่น้องผู้หาญกล้าของไทยทุกคน สมาชิกสภาผู้สง่างามของเราทุกคน
จงบอกกับโลกนี้จงบอกกับข้าผู้ด้อยด้วยปัญญาหน่อยเถิดว่า
หากท่านเป็นครู เราคือศิษย์ที่ท่านรัก
ท่านจะบอกกับหัวใจทุกดวงของลูกศิษย์ทุกๆคนที่กำลังรอวันล่มสลายว่าอย่างไร
เพื่อจะเปลี่ยนแปลงเรา เพื่อจะเปลี่ยนแปลงท่าน
เพื่อเราจะอยู่ต่อไปได้อย่างสง่าผ่าเผย เติบโตต่อไปอย่างสง่างาม
...
หรือท่านไม่เคยเห็นใจลูกศิษย์ ท่านไม่เคยมองเห็นว่าเราเป็นศิษย์
หรือท่านเห็นว่าเราคือทาส ทาสที่คอยรับใช้ คอยให้ท่านรีดไถภาษี
ทาสที่มีหน้าที่ทำงานให้ท่านเหมือนวัวเหมือนควาย หรือท่านไม่เคยมองเห็นอะไรเลย
เมื่อลูกศิษย์โง่ไม่เข้าใจ ท่านก็ปล่อยไปอย่างนั้น
หรือท่านก็โง่ ที่ไม่เคยรู้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อเราไม่เข้าใจเราต้องทบทวน
และเมื่อทบทวนแล้วยังไม่เข้าใจ นั่นหมายถึง มันจะต้องมีความผิดปกติเกิดขึ้น
"บทเรียนสอนเราผิด เราก็ทำตาม ครูเราสอนผิดเราก็ทำตาม ฉะนั้นเราก็ผิดเพราะเราโง่เราอ่อนแอ"
 และเมื่อ ศิษย์โง่ ครูโง่ บทเรียนโง่ เราต้องทำอย่างไร??
เราทำได้แต่เราไม่เคยทำ เรามีพลังมหาศาลเปลี่ยนแปลงโลกได้ทั้งใบ
 แต่เรากลับไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่เคยเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร
 ไม่แม้แต่จะมีน้ำใจให้เค้ามีพื้นที่ได้ยืนอยู่อย่างมิตร
" พรหมแดนมนุษย์ของเราต่างกัน"
อิสระอย่างปัจเจกชนของเราไม่เท่าเทียม..เราเลยไม่เคยเปลี่ยนเป็นคนเข้มแข็ง เป็นคนที่มีค่าอย่างเท่าเทียม
เรามีพระเจ้าเป็นร้อยให้เราเลือกนับถือได้อย่างมีอิสระ มีบทสวดมนต์ให้จดจำเป็นร้อยบท ท่องสูตรเลข สูตรรัก
สูตรธุรกิจ เราเติบโตไปพร้อมสูตรสำเร็จต่างๆเหล่านั้นทั้งที่มันยากมากมาย
แต่มีสูตรชีวิตอยู่แค่4สูตรที่เราไม่เคยท่องจำ และไม่เคยปล่อยให้มันได้เติบโตไปพร้อมๆกับเรา
นั้นก็คือ ความกล้าหาญ ความเท่าเทียม ความมีเสรีภาพ และสันติภาพ
ความกลัวราคาแพงเหลือเกิน ราคาของความพ่ายแพ้ช่างสิ้นเปลือง
ต้นเหตุของความเกลียดชัง คือความสูญสิ้นศรัทธาเราหาไม่เคยเจอ
 เมื่อหัวใจทุกดวงสูญสิ้นศรัทธา ไม่มีใครอยู่ข้างเรา เราแพ้..แผ่นดินนี้แพ้ ทั้งโลกนี้แพ้
วันนี้..ตอนนี้ ณ.เวลานี้ คำถามนี้ที่ข้าอยากถามถึงท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย
ครั้งนี้เป็นหน้าที่ของท่าน.ท่านถึงพร้อมดีหรือ?? ท่านคือหัวใจของประเทศชาติท่านเข้าใจหน้าที่ข้อนี้ดีหรือ??
ท่านคือปากเสียงของประชาชนข้อนี้ท่านยังจำอยู่ได้หรือ?
หากท่านตื่นรู้ในหน้าที่ดีอยู่..ครั้งนี้จงประกาศก้องออกไปให้โลกรู้สักครั้งว่าต่อไปเราจะไม่แพ้
พวกท่านจะอยู่ข้างเรา ทหารจะอยู่ข้างเรา แล้วเราประชาชนจะอยู่เคียงข้างท่าน

  
                                        ...วัคซีน...


วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

~ฉันรักเธอเสมอ เพื่อนของฉัน~




แม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะทำให้เราไกลห่าง
แต่ฉันก็ยังคง “คิดถึงเธอ”
ความรู้สึกในชิ้นส่วนที่ขาดหาย ฉันยังคงเก็บมันไว้
แม้ปริศนาคาใจจะยัง...ไม่ถูกไขให้เจนจบ
ก็จงปล่อยให้ความจริงตรงนั้นดำเนินต่อไปตามทางของมัน
แค่เพียงวันนั้นเราได้ใช้วันเวลาร่วมกันเติมแต่งความฝัน
สิ่งนั้นก็ทำให้ฉันได้รู้ว่า...แค่เราพบกัน
“มันสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด”
สิ่งใดๆนั้นไม่สำคัญ ความเป็นเราคือสิ่งที่งดงาม
ไม่ว่าเราจะเป็นสิ่งใด ไม่ว่านานสักเพียงไหน
ความคิดที่เพิ่งผ่านไป...มิได้ทำให้ใจเราหม่นหมอง
ชีวิตทุกห้วงทุกตอนยังคงงดงามอยู่อย่างนั้น
เพียงถ้อยคำไม่ทำให้ฉันลบเธอออกไปได้
....
....
หากพรุ่งนี้เราได้พบหนทางใหม่
เมฆครึ้มที่ปกครุมอยู่นั้น ก็จะพลันเคลื่อนสลาย
แม้จะไม่ใช่ทุกที่ ที่ตะวันจะสาดส่องลงไป
แม้ไม่ทุกครั้งที่เราจะยังยิ้มได้
แต่หากในทุกเช้าของทุกวัน..การส่องแสงยังเป็นกิจของตะวัน
ความหมองหม่นทุกครั้งก็จะเป็นกิจของวันเวลา
....
....
ช่วงเวลานั้นผ่านไปไวเหลือเกิน บางครั้งการเคลื่อนที่ของเวลาอาจทำให้เธอลืมไปก็ได้ว่า

 “ความปวดร้าวในครั้งนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร”

                             

                                                                                     ...วัคซีน...

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

~What should I do~



ฉันต้องทำอย่างไร บอกฉันได้ไม๊ว่าฉันต้องทำอะไร

กับสิ่งที่มันฝังรากลึกอยู่ในหัวใจของฉัน

บาดแผลพวกนั้นฉันจะรักษามันได้อย่างไร

มันฉุดรั้ง มันกำหนด มันกดดัน ให้ฉันจมดิ่ง..ลึกลงไป



ฉันหวาดกลัว ฉันหมดหวัง ฉันสับสน

“และนั่นคือเหตุผลที่ฉันยอมพ่ายแพ้”



พวกคุณบอก..มีอะไรบางอย่างอยู่ในตัวฉันและให้ฉันดึงมันออกมาใช้

แต่พวกคุณคงไม่เคยรู้..กับสิ่งที่ฉันเจ็บปวด

กับการเป็นคนที่ต้องคอยรับฟังอยู่เสมอ
ฉันไม่เป็นตัวเองเลย ฉันไม่รู้เลยว่าตัวตนจริงๆของฉันอยู่ตรงไหน

อะไรบางอย่างตรงนั้น...ตอนนี้ฉันกำลังควบคุมมันไม่ได้

...

"คนๆหนึ่งไม่ให้ฉันกลับไปเหมือนเดิม คนๆหนึ่งควบคุมฉันอยู่ไกลๆ"

...

แล้วตัวฉันล่ะ พวกคุณให้พื้นที่ฉันยืนอยู่ได้ตรงไหน??

ฉันติดอยู่กับอำนาจบุญคุณไม่รู้จบ

จนไม่อาจเดินกลับไปหาตัวตนจริงๆของฉันได้อีกครั้ง

มันไม่สามารถกลับไปเป็นได้เหมือนเดิม

และมันไม่สามารถหาทางไปเป็นแบบใหม่อะไรทั้งนั้น

ความกดดันครั้งนี้มันมีมากมายเหลือเกิน

มากเสียจนคนอย่างฉันจะทนรับมันได้ไหว

ความรู้สึกแบบนี้ มันไม่ปลอดภัยมันคุกคาม

มันไม่มีเสรีภาพ...พวกคุณเคยรับรู้กันบ้างไหม

...
...
...
ฉันอึดอัดเหลือเกิน ฉันไม่สบายใจ

อย่าผลักดันให้ฉันงุนงงกับโลกความจริงที่ถูกทั้งสองฝ่าย

แล้วจะให้คนอย่างฉันตอบสนองมันได้อย่างไร

มันต่อต้านจินตนาการฉัน มันกำหนดฉันลับๆมันทำลายตัวตนฉัน

มันสะท้อนตัวฉันออกมาบ้าๆตลอดเวลา

มันตามหลอกหลอน กัดกร่อน กลืนกินจิตวิญญาณฉัน

ฉันสับสนเหลือเกินฉันไม่สามารถเป็นอะไรใหม่ๆ

หรือหาทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก

...
...

ฉันไม่รู้..ไม่เคยรู้..หนทางข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร?

มีสองทางให้ฉันก้าวเดิน แต่สองขาฉันมันไม่กล้าก้าวไป

ฉันเจ็บปวดที่ต้องเป็นอยู่อย่างนี้ ขอได้โปรดอย่ากำหนดฉันอยู่อย่างนี้

ฉันไม่สามารถทำทุกอย่าง ได้ทุกทาง..ให้ถูกใจใครทุกคน





ฉันสับสนเหลือเกินว่าอะไร “คือความจริง”

ความจริงที่ทำให้ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้

ความจริงที่ทำให้ฉันหวาดหวั่นวุ่นวาย

ความจริงที่ควบคุมจากใครหลายๆคน

“ความจริงที่ไม่มีวันสิ้นสุดกันเสียที พอกันเสียสักทีเถิดความจริง”

...ฉันเบื่อเหลือเกินโว้ยยย!!!



                                                              ...วัคซีน...