วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อิสรภาพ~แบบ~คาลิล ยิบราน





ที่ใต้ร่มไม้รอบโบสถ์ และใต้ร่มเงาของป้อมปราการ เราได้เห็นเธอที่เป็นอิสระที่สุด สวมใส่อิสรภาพของตน ดุจดั่งขื่อคาและโซ่ตรวน
และดวงใจเราก็หลั่งเลือดอยู่ภายใน เพราะเธอเป็นอิสระได้ ทั้งที่ความกระหายในอิสรภาพเป็นบังเหียนรั้งเธออยู่ และเมื่อเธอเลิกกล่าวถึงอิสรภาพว่า เป็นจุดหมายปลายทางและความบรรลุผลแล้ว
เธอย่อมเป็นอิสระแน่แท้ ทั้งที่วันของเธอยังมีความรับผิดชอบ และคืนของเธอยังมีความต้องการและความระทม ด้วยแม้เมื่อสิ่งเหล่านี้เกี่ยวรัดชีวิตของเธอไว้ เธอก็ยังสามารถหลุดลอยขึ้นเหนือมัน เปล่าเปลือย และไม่ถูกผูกมัด
เธอจะหลุดลอยขึ้น เหนือทิวาและราตรีของเธอได้อย่างไร นอกจากจะทำลายโซ่ตรวนซึ่ง ณ.อรุโณทัยแห่งความเข้าใจนั้น เธอได้ผูกมันไว้รอบยามเที่ยงของเธอเอง
ตามสัตย์จริง สิ่งที่เรียกว่า อิสรภาพนี้ คือโซ่ตรวนแบบที่แข็งแรงที่สุด แม้ว่าข้อต่อของมันจะต้องแสงแดดเป็นประกายจับตาของเธอ สิ่งที่เธอต้องสละทิ้งไป เพื่อจะบรรลุอิสรภาพนั้นมิใช่สิ่งอื่นใด แท้จริงก็คือชิ้นส่วนของอาตมันของเธอนั่นเอง
ถ้าเธอต้องการลบล้างกฎหมายอันไม่เป็นธรรม ก็กฎหมายนั้นแท้จริง เธอได้จารึกไว้ด้วยมือตนบนหน้าผากตนเอง เธอไม่อาจลบถูมันหมดได้ โดยเผาตำรับกฎหมายหรือล้างหน้าผากตุลาการของเธอ แม้ว่าเธอจะลวกรดด้วยน้ำทั้งมหาสมุทร
และแม้ว่าเธอจะโค่นบัลลังก์ทุราช ก็จงดูให้แน่ใจเสียก่อนว่า บัลลังก์ของเขาภายในเธอถูกทำลายก่อนแล้ว เพราะทุราชจะปกครองอิสระชน และผู้หยิ่งผยองได้อย่างไร ถ้าไม่เพื่อข่มขี่อิสรภาพ และก่อความอัปยศในความทะนงของเขาเหล่านั้นเอง
และเธอสามารถจะเหวี่ยงความหวั่นระวังไปให้พ้นก็ความหวั่นระวังนั่นเอง เธอได้เป็นผู้เลือกเอา มิได้มีใครนำมาบังคับแด่เธอ และถ้าเธออยากขจัดความหวาดกลัว รากฐานของความกลัวนั้นก็อยู่ในดวงใจของเธอเอง มิใช่ในเงื้อมมือของสิ่งที่เธอกลัว
แท้จริงสรรพสิ่งอันเคลื่อนไหวอยู่ในเธอนั้น ดำรงอยู่ในความกอดรัดเพียงกึ่งเดียวเสมอ ทั้งสิ่งต้องปรารถนาและสิ่งที่พรั่นพรึง สิ่งน่าขยะแขยง และสิ่งต้องอารมณ์ ทั้งสิ่งที่เธอไล่ไขว่คว้า และสิ่งที่เธอต้องการหลบลี้ และในเมื่อเงามืดจางและสูญไป ความสว่างอันยังคงอยู่ก็กลายเป็นเงาของความสว่างใหม่ต่อไป
เช่นเดียวกันนี้ เมื่อพันธนาการแห่งอิสรภาพของเธอสิ้นสูญไป มันเองก็กลายเป็นพันธนาการของอิสรภาพอันยิ่งใหญ่กว่าต่อไป
เครดิตข้อมูลจาก ...The Prophet
                                                                                                                                        ...วัคซีน...

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

~เธอคือใคร??~







เธอคือใคร



เธอเข้ามา เธอเข้าใจ  เธอดูเหมือนใส่ใจ 

เธอเหมือนเป็นใครที่อยู่ในฝัน
 

เธอต้องการอะไร ? เธออยากรู้อะไร?
 

หรือเธอต้องการจะสื่ออะไร?


แล้วเธอคิดว่าสิ่งที่เธอทำลงไปถูกต้องแล้วหรือ??
 

..เธอรู้ไหม  พื้นฐานของความใส่ใจ.ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความหวาดระแวง
 

แต่หากจิตของเธอตอนต้น  รายงานผลให้เธอเคลือบแคลง
 

ขอให้เธอเลือกเชื่อฟังในคำสั่งนั้น..ขอให้เธอได้สบายใจเถอะ
...
...เมื่อบางอย่างทำให้เธอต้องหนักใจ....
 
เมื่อการมอบชื่อให้ฉันแล้วทำเธอต้องสูญเสียความบริสุทธิสง่างามไป
เธอก็จงสานกรอบขึ้นล้อมความวิเศษรูปนั้นไว้
มันถูกแล้วที่เธอจะเลือกยืนอยู่บนท่าเรือที่เธอคิดว่าเธอปลอดภัย 

ส่วนฉันขอเลือกล่องเรือออกไปอย่างที่ใจฉันฝัน..ตามเสียงของหัวใจ

...
...

ขอบคุณนะที่ผ่านเข้ามา 
 

ขอบคุณนะที่สร้างความหนาวเหน็บเจ็บๆที่ตรงกลางใจ
ขอบคุณนะที่สร้างรอยหยักใหม่ๆเพิ่มเข้าให้ในสมอง 

ขอบคุณนะที่สอนให้ฉันได้มองเห็นโลกในอีกหนึ่งมุมมอง
 

..ขอบคุณและขอบคุณ..ไม่เป็นไรฉันเข้าใจ..และหวังว่าเธอก็จะเข้าใจในสักวัน... 


                                                                                                                                ....วัคซีน...






วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

Colour of the wild-Vanessa Williams




~จงฟังเสียงที่ธรรมชาิติกระซิบ~

กาลครั้งหนึ่งเมื่อกิเลสเบ่งบาน ทุกอย่างถูกตีเป็นราคา
เสกสรรสรรพสิ่งให้มีค่าสุกปรั่งดั่งทอง
เพียงหวังในอนาคตได้ครอบครอง
แล้วอนิจจัง คืนฝันก็พังราบ ทุกสิ่งดับลับหายไป 

โอ้เหล่ามวลมนุษย์ เจ้าเป็นสัตว์ประเสริฐหรือคนบาป
ทำลายทุกอย่างเพื่อได้สร้างวิมานใหม่
หากแต่สิ่งที่ได้มา ดั่งฝันร้าย 
ฉายความจริงที่ไม่เคยจินตนาการ

ดังสายฝนที่สาดเทลงมา ในงานแต่งกลางแจ้งแสนโสภา
อัสดงแสงสุดท้าย หาได้งดงามดั่งใจเจ้าเฝ้าฝัน
หายนะที่เจ้าได้มาถือเป็นการชำระหนี้
 ที่เจ้าได้เทกระเป๋าซื้อมันมา
บนเส้นทางที่เจ้าไม่ชอบใจ กับชะตากรรมที่เจ้าไม่เปรมปรี
มันไม่ทำให้เจ้าปลาบปลื้มใจหรอกใช่ไหม
แต่เจ้าก็ได้จ่ายให้มันไปแล้วกับหายนะ

แดดร้อน ลมแรง สายฝนที่สัดสาดไม่ขาดสาย
แท้จริงเป็นเสียงกระซิบของอะไร
 ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมเปิดตาดูและเงี่ยหูฟัง
 กับคำเตือนดีๆ ที่เจ้าควรจะใส่ใจ
 หรือเพราะเจ้าก็ไม่คิด ว่าธรรมชาติจะให้คุณ ถึงเพียงนี้


ภัยพิบัติไม่มีป้ายเตือนใจ
ไม่มีเวลาให้เจ้าได้เก็บกระเป๋าและสั่งลา
แม้แต่คำอภัยโทษจากพระเจ้าก็มาถึงช้าเกินไป
พวกเจ้าทำลายมาทั้งชีวิต เพื่อจะได้ในสิ่งที่เฝ้าฝัน
แต่ชีวิตมันช่างน่าขัน ไม่มีนิจนิรันดร
มีแค่คืนฝันที่ผันผ่าน
มีแค่ความสุขที่เป็นเพียงอัสดงของวันวาน
และนั่นแหละคือความจริง


 ความจริงที่กระทำโดยมีพระเจ้าเฝ้าดู
เมื่อกำลังไปได้สวย พระเจ้าก็เอาคืน
ชีวิตเป็นแค่การถูกหลอกให้ทำตัวตลกน่าอับอาย
 เมื่อได้สติรู้ตัวว่าทุกอย่างกำลังจะเลวร้าย
 มันก็พังครืนลงมาตรงหน้าให้เจ้าต้องช้ำใจ



"นี่หรือชีวิตที่เจ้าเฝ้าฝัน"

  ตัดพ้อมันสิกับชีวิต ที่ไม่เป็นดั่งใจเจ้าหวัง
ทำไมสวรรค์ไม่เคยบอกอะไร 
ทำไมพระเจ้าไม่ส่งจดหมายเตือน
ทำไมชีวิตเป็นดั่งละครที่ไม่มีบท
ทำไมชีวิตเหมือนถูกหลอกใช้ 
ทำไมทุกอย่างในชีวิตดั่งถูกพระเจ้าเล่นตลก

ขบขันกับมันสิชีวิต  ที่ค้นหาแค่ความสุขแต่พระเจ้าไม่เข้าใจ
โทษพระเจ้าสิ ที่ไม่เคยเปลี่ยนความโลภให้เป็นความดี
โทษพระเจ้าสิ ที่ไม่มีฤทธิเดช ทำให้ศรัทธาแจ่มจรัสเฉิดฉาย
ถามกับพระเจ้าสิ ว่าจิตสำนึกทำไมพระเจ้าไม่มอบให้กับมนุษย์ทุกคน


                                                                                                                                        ...วัคซีน...

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โทมัส ฮอบส์ นักปรัชญาการเมือง ผู้เขียน Leviathan



โทมัส ฮอบส์


โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) (5 เมษายน พ.ศ. 2131 (ค.ศ. 1588) - 4 ธันวาคม พ.ศ. 2222 (ค.ศ. 1679)) เป็นนักปรัชญาการเมือง ชาวอังกฤษ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากผลงานที่สำคัญคือ หนังสือชื่อ Leviathan

ที่เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2194 หนังสือเล่มนี้กลายเป็นฐานประเด็นในแนวปรัชญาการเมืองตะวันตกในสมัยต่อมาในเกือบทุกแนว

ถึงแม้ว่าทุกคนได้รู้จักโทมัส ฮอบส์จากงานเขียนกี่ยวกับปรัชญาการเมืองตะวันตกก็จริง แต่ที่จริงแล้วฮอบส์ได้สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ไว้อีกหลายด้าน เช่น ประวัติศาสตร์ เรขาคณิต เทววิทยา จริยธรรม รวมทั้งด้านปรัชญาทั่วๆ ไปอีกหลายเรื่อง

และที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันว่า รัฐศาสตร์ (political science) นอกจากนี้สิ่งที่ฮอบบส์เชื่อที่ว่า "มนุษย์นั้นโดยธรรมชาติมีการร่วมมือกันก็โดยมุ่งผลประโยชน์ส่วนตัว" ซึ่งข้อคิดนี้ได้รับการพิสูจน์ในทฤษฎีของ ปรัชญามานุษยวิทยาต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน


ชีวิตในวัยเยาว์และการศึกษาโทมัส ฮอบส์ เกิดที่วิลท์ไชร์ ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรของพระราชาคณะแห่งชาร์ลตัน และ เวสต์พอร์ตซึ่งหนีออกจากประเทศอังกฤษ เนื่องจากการกลัวโทษแขวนคอ

และปล่อยลูก 3 คนทิ้งไว้ให้พี่ชายชื่อฟรานซิสดูแล ฮอบบส์ได้เข้าเรียนในโรงเรียนโบสถ์ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ และเรียนต่อในชั้นที่สูงขึ้นตามลำดับ ฮอบส์เป็นนักเรียนดี

และได้เข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ที่เฮิร์ทฟอร์ดคอลเลจ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเมื่อ พ.ศ. 2146 ที่มหาวิทยาลัย ฮอบส์ได้เป็นครูกวดวิชาให้กับบุตรชายของวิลเลียม คาเวนดิช บารอนแห่งฮาร์ดวิกซึ่งกลายเป็นมิตรภาพกับครอบครัวนี้อย่างต่อเนื่องกันไปชั่วชีวิต

ฮอบบส์กลายเป็นคู่หูของวิลเลียมผู้เยาว์ ได้ร่วม "การท่องเที่ยวครั้งใหญ่" (en:Grand tour - ประเพณีของคนอังกฤษชั้นสูงวัยหนุ่มระหว่างประมาณ พ.ศ. 2200 - พ.ศ. 2360 เพื่อท่องยุโรปแผ่นดินใหญ่

เพื่อเรียนรู้ แสวงหาและสัมผัสกับปรัชญาและวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ที่รุ่งเรืองในที่นั้น) ฮอบบส์ได้สัมผัสกับวิทยาศาสตร์และวิธีการคิดเชิงวิฤติของยุโรปซึ่งแตกต่างกับ "ปรัชญาเชิงอัสสมาจารย์" (scholastic philosophy) ที่ได้เขาเคยเรียนที่ออกซ์ฟอร์ด ซึ่งมุ่งเรียนอย่างจริงจังทางกรีกคลาสสิกและละติน

แม้ว่าฮอบส์จะมีโอกาสได้คลุกคลีกับนักปรัชญามีชื่อเช่น เบน จอนสัน และ ฟรานซิส เบคอนมานานแต่ก็ไม่ได้สนใจด้านปรัชญาจนกระทั่งหลังจาก พ.ศ. 2172 คาเวนดิชซึ่งได้เลื่อนเป็นเอร์ลแห่งเดวอนไชร์

ผู้เป็นนายจ้างฮอบส์ได้เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2171 และภริยาหม้ายของคาเวนดิชได้บอกเลิกจ้างเขา แต่ในเวลาต่อมาฮอบบส์ก็ได้งานใหม่เป็นครูกวดวิชา ให้กับลูกของเซอร์เกอร์วาส คลิฟตัน ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในปารีสและจบลงเมื่อ พ.ศ. 2174

เนื่องจากการได้พบกับครอบครัวคาเวนดิชอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็นงานกวดวิชาให้กับลูกชายของนักเรียนเก่า ในช่วงต่อมาอีก 7 ปี ฮอบส์ได้เพิ่มพูนความรู้ด้านปรัชญาไปพร้อมกับงานกวดวิชา

ซึ่งทำให้เขาเกิดความอยากรู้อยากอภิปรายเกี่ยวปรัชญามากขึ้น และได้กลายเป็นนักอภิปรายปรัชญาหลักที่เป็น "ขาประจำ" ในยุโรป และจากปี พ.ศ. 2180 เป็นต้นมา ฮอบส์ได้ถือว่าตนเองเป็นนักปรัชญาและผู้รอบรู้


ที่ปารีส

ที่ปารีสฮอบส์ได้ศึกษาลัทธิปรัชญาในหลายๆ ด้านและได้ทดลองเข้าถึงปัญหาด้วยแนวทางฟิสิกส์ ได้พยายามไปถึงการวางระบบความคิดที่ละเอียดบรรจงขึ้น ซึ่งได้กลายเป็นงานที่ฮอบบ์ได้อุทิศชีวิตให้

ฮอบส์ได้ทำศาสตรนิพนธ์หลายเรื่อง เช่นเกี่ยวกับลัทธิที่เป็นระบบเกี่ยวกับร่างกาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์ทางกายภาพสามารถอธิบายอาการเคลื่อนไหวได้อย่างไร

ฮอบบ์ได้แยกเอา มนุษย์ ออกจากอาณาจักรของธรรมชาติและพืชพรรณ ในอีกศาสนตรนิพนธ์หนึ่ง ฮอบบ์ได้แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวเฉพาะบางอย่างของร่างกาย เนื่องมาจากผลของปรากฏการณ์ผัสสาการ (ศัพท์ปรัชญา = sensation) ความรู้ วิภาพ (ความชอบ = affection) และกัมมภาวะ (ความดูดดื่ม, กิเลส = passion)

และสุดท้ายในศาสตรนิพนธ์อันลือชื่อ ฮอบบ์แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ถูกผลักดันเข้าสังคมได้อย่างไร และตั้งประเด็นว่าจะต้องออกกฎระเบียบใช้บังคับหากไม่ต้องการให้มนุษย์ต้องตกสู่

"ความเหี้ยมโหดและความทุกข์ระทม" ทำให้ฮอบบ์เสนอการรวมปรากฏการณ์ที่ว่าแยกกันของ ร่างกาย" มนุษย์และ รัฐ เข้าเป็นหนึ่งเดียว

โทมัส ฮอบบ์กลับบ้านเมื่อ พ.ศ. 2180 ในขณะที่อังกฤษกำลังเกิดสงครามกลางเมืองสู้กันระหว่างบิชอป ซึ่งมีผลกระทบต่องานศึกษาค้นคว้าทางปรัชญา แต่ฮอบส์ก็สามารถเขียนศาสตรนิพนธ์เรื่อง "Human Nature" และ "De Corpore Politico" แล้วเสร็จและตีพิมพ์ร่วมกันภายหลังใน 10 ปีต่อมาในชื่อ "The Element Of Law"

ในปี พ.ศ. 2183 ฮอบส์ได้หนีกลับไปฝั่งเศสอีกครั้งด้วยรู้ว่าการเผยแพร่ศาสตรนิพนธ์ที่เขาเขียนขึ้นกำลังให้ร้ายแก่ตัวเอง คราวนี้ฮอบส์ไม่ได้กลับบ้านอีกเป็นเวลา 11 ปี

ฮอบส์ได้เขียนหนังสืออื่นๆ อีกหลายเล่มเกี่ยวกับปรัชญาการเมือง เขาเกิดในยุคเดียวกับ เดส์การตส์ และเขียนบทวิจารณ์ตอบบทหนึ่งของหนังสือ "การครุ่นคิด" ของเดส์การตส์ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2184

งานเขียนหลายๆ เรื่องของฮอบส์ได้ส่งให้เขามีชื่อเสียงมากขึ้น ในวงวิชาการด้านปรัชญา


เลอไวอะทัน Frontispiece of Leviathan"เลอไวอะทัน" (Leviathan) (พ.ศ. 2194) เป็นศาสตรนิพนธ์ชิ้นเอกด้านปรัชญาทางการเมืองที่ฮอบส์ใช้เผยแพร่ "ลัทธิพื้นฐานของสังคมกับรัฐบาลที่ชอบธรรม" ซึ่งเนื้อหาของหนังสือนี้ได้กลายเป็นต้นตำหรับ ของงานวิชาการทางปรัชญาด้าน "สัญญาประชาคม"

และในหนังสือ "สภาวะตามธรรมชาติของมวลมนุษย์" ในเวลาต่อมา ซึ่งว่าในขณะที่คนๆ หนึ่งที่อาจแข็งแรงหรือฉลาดกว่าใครๆ แต่เมื่อกำลังจะถูกฆ่าให้ตาย ในฐานะมนุษย์ตามสภาวะตามธรรมชาติ

เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็จะต่อสู้ทุกวิถีทาง ฮอบส์ถือว่าการต่อสู้ป้องกันตัวเพื่อเอาชีวิตรอดจากสิ่งใดก็ตามในโลกเป็นสิทธิ์และความจำเป็นตามธรรมชาติของมนุษย์

เลอไวอะทันเป็นงานที่ฮอบส์เขียนขึ้น ในระหว่างความยากลำบากของสงครามกลางเมืองของอังกฤษ ที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงที่มีการเรียกร้องให้มีรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความไม่ลงรอยที่นำไปสู่สงครามกลางเมือง

มีการยอมให้ใช้อำนาจมากไปบ้างเพื่อรักษาสันติภาพ ด้วยสภาวะความยุ่งเหยิงทางการเมืองขณะนั้นทำให้ทฤษฎี ทางการเมืองของฮอบส์ที่ว่า องค์อธิปัตย์ หรือ อำนาจอธิปไตยควรมีอำนาจในการควบคุมพลเรือน ทหาร ตุลาการ และศาสนาได้รับการยอมรับ

ฮอบส์แสดงออกมาอย่างเปิดเผยว่าองค์อธิปัตย์จะต้องมีอำนาจครอบคลุมไปถึงศรัทธาและลัทธิ และว่าถ้าไม่ทำเช่นนั้นย่อมเป็นการนำไปสู่ความแตกแยกในที่สุด

ฮอบบีเซียน (Hobbesian) คำว่า ฮอบบีเซียน ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่บางครั้งหมายถึงสถานการณ์ของการแข่งขันที่ไม่มีการควบคุม มีแต่ความเห็นแก่ตัวและไร้อารยธรรม เป็นความหมายที่นิ่งแล้ว แต่ก็เพี้ยนไม่ตรงความเป็นจริงด้วยเหตุผล 2 ประการคือ

ประการแรกเลอไวอะทันได้พรรณาสถานการณ์นี้ไว้จริงแต่เพื่อเพียงใช้สำหรับการวิจารณ์ อีกประการหนึ่งฮอบส์และเป็นหนอนหนังสือเป็นกระดากที่จะชี้แจง อีกความหมายหนึ่งที่ใช้เกือบทันทีหลังการตีพิมพ์คือ "อำนาจคือธรรม"

ชีวิตบั้นปลายฮอบส์ได้พยายามตีพิมพ์ผลงานด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ที่ไม่ค่อยดีนักไปพร้อมๆ กับงานด้านปรัชญา ในช่วงของ ยุคปฏิสังขรณ์ (The Restoration) (การฟื้นฟูราชวงศ์อังกฤษ ราชวงศ์สกอตแลนด์ และราชวงศ์ไอร์ริชโดยพระเจ้าชาร์ลที่ 2 กษัตริย์หนุ่มของอังกฤษ)

ชื่อเสียงของฮอบส์ได้โด่งดังขึ้นจนพระเจ้าชาร์ล ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของฮอบส์เมื่อครั้งยังเป็นปรินซ์ออฟเวลล์ลี้ภัยอยู่ในปารีสจำได้ จึงมีรับสั่งให้ฮอบส์เข้ารับราชการในราชสำนักและพระราชทานบำนาญแก่ฮอบส์ปีละ 100 ปอนด์

พระเจ้าชาร์ลต้องช่วยปกป้องฮอบส์จากการถูกกล่าวหาว่าเขียนหนังสือหมิ่นศาสนาและไม่ยอมรับว่าพระเจ้ามีตัวตนจากซึ่งเกิดจากความพยายามของรัฐสภาที่จะออกกฎหมายเพื่อเอาผิดฮอบส์ แม้จะเอาผิดฮอบส์ไม่ได้ แต่ก็มีผลทำให้ฮอบส์ไม่กล้าตีพิมพ์งานของเขาในอังกฤษอีก

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2222 ฮอบส์ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ ตามด้วยภาวะเส้นเลือดในสมองแตกจนเป็นอัมพาต ฮอบส์เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมปีนั้น ด้วยวัย 91 ปี ศพได้รับการฝังที่สนามของโบสถ์อัลท์ฮักนาล ในเดวอนไชร์ ประเทศอังกฤษ

โทมัส ฮอบส์ มีอายุยืนยาวมาก มีชีวิตอยู่ตรงกับระหว่างรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชา และสมเด็จพระเพทราชาในสมัยอยุธยาซึ่งในช่วงนั้น มีกษัตริย์อยุธยาครองราชย์รวมแล้วถึง 12 รัชกาล


ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

                                                                                                         



                                                                                                                                      ...วัคซีน...

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

~คนในฝัน~






มีใครคนหนึ่งออกเดินทางตามหาบางอย่าง

มีใครคนหนึ่งเฝ้าแต่สงสัยว่าอะไรที่อยู่ในฝัน

จึงค้นหาเพื่อได้พบ เพื่อได้คนที่พูดคุย...เพื่อได้ค้นบางสิ่งที่อยู่ในฝัน

ค้นหาเพื่อนคนนั้นคนแล้วคนเล่า....แล้วก็ไม่เจอ

ค้นหาความสำเร็จอย่างนั้น ที่ฝันเอาไว้ “อยากมี”แล้วก็หายไป

คนคนหนึ่งเขียนบางอย่างมากมายไว้ในฝัน

แล้วเฝ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการดั่งในฝัน

หวังไว้ในฝัน หวังไว้สักวันต้องคว้ามัน

แต่ฝันก็แค่ในฝัน....สุดแท้ จริงแท้ ก็แค่ฝัน ฝัน

ทุกอย่างไม่เคยเหมือนฝัน...แล้วฝันก็สลาย แล้วฝันก็หายไป

ฝันเอ๋ยฝัน...ฝันที่เป็นจริง...มันจริงอยู่แค่ในฝัน

ความจริงช่างยากเย็นไม่เคยเป็น.."เหมือนอย่างฝัน"..
....
....
..ฝันเอ๋ยฝัน..

โลกแห่งฝัน ทุกอย่างช่างสวยงาม  เหมือนความฝัน
“โลกแห่งความจริง..ไม่เคยนึกไม่เคยฝัน..ไม่เคยได้สร้างสรรค์
"แต่มันก็เป็นจริง"
...
"ตื่นขึ้นมาลืมตาในความจริง..ทุกสิ่งไม่เหมือนเดิม"

ไม่มีสิ่งที่เป็นอยู่อย่างตั้งใจ...มีเพียงมนุษย์ธรรมด๊า..ธรรมดา

 กับภาพลวงตา กับความว้าเหว่
กับความฝัน  กับอัตตา กับความสงสัย

ไม่มีความสุขที่พอดี...ไม่มีสิ่งต่างๆที่หวังให้พึงมี
มีเพียงสิ่งที่ขาดหาย..คงอยู่เสมอไป....นั่นคือ...“สิ่งที่แท้จริง”


“หรือความฝันมีไว้ให้กับเวลาชั่วชีวิต....ไม่ใช่เป็นเพียงบางสิ่งที่ชั่วคราว”

??????


                                                                                                ...วัคซีน...

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

~ Greatest Love Of All~





สิ่งที่ฉันเป็น..ตอกย้ำซ้ำเตือนกับฉันว่านี่..คือ..“สิ่งที่ฉันเป็น
การรักษาตัวรอด...และศักดิ์ศรี
...
มีหลายครั้งที่ฉันตั้งคำถามกับตัวเองด้วยความสงสัย
ว่าอะไรคือสิ่งที่ฉันเป็น??
คำตอบที่ได้ความหมายมันก็ยังสากล ฉันยังเป็นในสิ่งที่ฉันเป็น
...สิ่งที่คุณเป็นไม่ใช่ฉันคุณจึงไม่เข้าใจ...
ฉันเคยแสวงหาฮีโร่ของฉัน..เพราะฉันเคยเชื่อว่าั่นั่นคือความสวยงาม
เชื่อว่านั่นจะเป็นกระจกให้ฉันส่องเห็นโลกที่ตาฉันมองออกไปไม่ถึง
...

แต่หาได้เป็นอย่างฝันเลย..มันหาใช่สิ่งงดงามที่น่าชื่นชมไม่
ฮีโร่เป็นแค่ภาพลวงตาเป็นเพียงมายาคติ ที่ทุกคนเอาไว้สร้างภาพฝันพร่ำเพ้อ
...
ฮีโร่เป็นสิ่งผิดพลาดของความเชื่อที่แสนงมงาย
เป็นความต้องการหาที่พึ่งพิงของความกลัว
ที่ต้องการให้ใครซักคนมาชื่นชม ต่อเติมความมั่นใจ

...
...

..ฮีโร่ไม่เคยมีตัวตน..

ฮีโร่คนที่จะทำให้ฉันมีใจเปิดกว้างแผ่ข้ามไปทุกเขตแดน

..ฉันยังไม่เคยเจอ..
...

ทุกวันนี้ฉันก็ยังคงเป็นคนโดดเดี่ยว
ฉันยังคงเป็นคนที่มีแต่คนบอกว่าไม่เข้าใจ
ยังคงเป็นคนที่ไม่มีใครให้ฉันได้เดินตามเงา
...

และเมื่อมันไม่มีเงา ไม่มีแสงรุ้งทอดผ่าน
ฉันจึงเลือกที่จะให้ความมั่นใจอยู่กับตัวฉัน
เลือกที่จะสร้างฝันและเป็นเงาให้กับตัวฉันเอง

...เพราะฉะนั้น...

วันนี้..ไม่ว่าฉันจะตกต่ำ..พ่ายแพ้..หรือล้ำเลิศ
มันจะไม่ใช่ด้วยเหตุผลของเงา..ของใครคนใด

...
แต่มันคือความภาคภูมิใจ..

ที่อย่างน้อยการทำผิดกับเหตุผลที่ฉันเชื่อ ก็ทำให้ฉันได้ซึมซาบอย่างมีความหวัง

ว่ามันยังไม่สายที่ฉันจะต้องปรับปรุงตัว

และไม่ว่าความล้มเหลวผิดหวังจะเอาอะไรไปจากชีวิตฉันก็ตาม
แต่จะไม่มีอะไรเอาศักดิ์ศรีของฉันไปได้
...
มันไม่ง่ายหรอกนะกับโลกใบนี้ ที่เงาสะท้อนจะทำให้เราหยั่งลึกรู้ถึงจิตใจของคนอื่น
แต่เรารับรู้เสมอว่า เราหยั่งรู้จิตใจตัวเองได้ หากเราเต็มใจพร้อมที่จะมองลงไป
...
...
เพราะความเชื่อที่ยิ่งใหญ่บังเกิดขึ้นได้เสมอกับชีวิตฉันและชีวิตคุณ
มันขึ้นอยู่กับว่าฉันและคุณรักตัวเองมากแค่ไหน
...

~ความรักที่ยิ่งใหญ่แสนจะง่ายที่จะได้มาแค่เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง~

นี่แหละความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่งอื่นใดในโลกนี้

...The Greatest Love Of On...


                                                                    
                                                                      ...วัคซีน...