วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

~The beauty side of my fault~2

           ก่อนจะหาเพื่อนใหม่ก็ต้องเรียนรู้การผูกมิตรกับคนอื่น แต่ฉันไม่มีเพื่อนเลยสักคน   นั่นก็เป็นเพราะผลกระทบจากความถังแตกของตัวเอง ความถังแตกส่งผลให้เกิดโรคทุกข์ทนที่ติดเชื้อมาจากความตกอับจนน่าอับอายโรคนี้นอกจากจะทำให้ฉันเป็นคนต่อต้านสังคมแล้วมันยังทำให้เพื่อนฝูงญาติมิตรรังเกียจขึ้นมาโดยฉับพลันด้วย  คล้ายดังว่าฉันอาจเป็นตัวอันตรายวินาทีนี้ควรอยู่ห่างๆ ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าแท้จริงเค้ากลัวการติดต่อของโรคหรือเปล่าเพราะมันก็ไม่ใช่โรคที่ติดต่อกันได้ทางลมหายใจสักหน่อย หรือว่าเค้าอาจกลัวฉันจะติดต่อขอยืมเงินกันก็เป็นได้ ซึ่งมันก็เป็นธรรมดาของชีวิตที่โบราณเค้าบอกว่าทุกข์ซ้ำกรรมซัดนัยทางปรัชญาเรียกว่าการปรากฏซ้ำของความซวย ซึ่งก็คือเหตุการณ์จากสองสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันIn the same time เวลานี้นี่เองที่ความเจ็บใจเจ็บปวดเดินทางมาเยือนเกือบทุกลมหายใจ ใครจะรู้มาก่อนว่ามันจะจัดหนักเป็นมาราธอนเลยทีเดียว
            ไม่เป็นไรถึงจะเจ็บปวดเราก็ควรจะมีชีวิตต่อมิใช่เหรอ ฉันบอกกับตัวเอง และแล้วก็หันหน้าเข้าหา.......ฮ่าๆๆไม่ใช่สัจธรรมหรอกโลกไซเบอร์อย่างเต็มตัวต่างหาก ฉันเริ่มเขียนและเกรียนเพื่อระบาย ตัวหนังสือกับตัวฉันสื่อสารถึงกันผ่านการถอนหายใจและมีสายใยแก้วความเร็วระดับปานกลางประมาณ3.0กิ๊กกะไบค์รองรับความอัตคัดอัดอั้น  ฉันมีผู้สนับสนุนความเศร้าความน่าเบื่อด้วยนะ เมื่อฉันเข้าไปโลดแล่นอยู่ในเว็ปไซค์หนึ่งอยู่หลายสัปดาห์จากนั้นเราก็จะนัดพบกันทุกวันไม่นัดหมายเวลา ฉันเริ่มเขียนบล็อกระบายความเป็นตัวเอง เขียนสิ่งที่รู้สึก เขียนสิ่งที่เจอ เขียนเรื่องโง่ๆที่ทะเลาะกับคนในอวกาศ บ้าไปแล้ว
แต่คุณรู้ไม๊ในความบ้า ทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนไป ฉันเริ่มเจอผู้คนในโลกที่เสกขึ้นมาจากอากาศธาศ ฉันจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยไม่รอคำว่าโชคชะตาดีมาเคาะประตูหน้าบ้าน มีอย่างเดียวในโลกนี้ที่ฉันไม่ศรัทธาก็คือการรอ เพราะฉันคิดว่าการรอมันน่าจะเป็นกิจกรรมเฉพาะที่สงวนไว้ให้กับผู้ที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตมากกว่า แต่สำหรับคนธรรมดาแล้วมันเป็นกิจกรรมที่โง่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้
ก็ไม่รู้สินะฉันคิดว่าคนทุกคนสามารถแสดงความรู้สึกและความสามารถได้เท่าแค่ที่เรามีอยู่ และฉันก็ไม่เรียกสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยมานะและความพยายาม ว่าเป็นเรื่องของ"โชคชะตา"หรอกเพราะถ้าหากฉันปล่อยให้ความกลัวของฉันกลายเป็นแสงแรกที่ลุกโชติช่วงซะแล้วล่ะก็ความสัมพันธ์ของฉันกับความกลัวก็จะยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้นและสุดท้ายมันก็คงครอบงำฉันไปตลอดกาล  คุณคิดเหมือนกันหรือเปล่าว่าถ้าหากโชคดีหรือโชคร้ายบนโลกนี้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา โชคชะตาเองก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน  ฉันไม่ปล่อยให้ความโชคร้ายมาตีตั๋วเดินทางเที่ยวเดียวอันไร้เที่ยวกลับแน่ เพราะฉันไม่อยากให้โชคดีของฉันถูกปิดตายลง  แต่รถไฟขบวนสุดท้ายของเที่ยวนี้จะวิ่งไปไหนต่อไปล่ะ  โปรดติดตามตอนต่อไปนะ J

...วัคซีน...

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2557

~The beauty side of my fault~ 1

ช่วงเวลาแห่งความล้มเหลว5ปีที่ผ่านมาของขีวิต  ฉันใช้ขีวิตอยู่แต่ในบ้านใช้เวลาอยู่คนเดียวไม่พบปะผู้คนไม่ยอมพูดจากับใคร  จนทุกคนลงความเห็นว่าฉันเป็นบ้า เป็นโรคซึมเศร้า เป็นคนอกหักเป็นคนแปลกมีพิรุธ เป็นคนขายยา ติดยา หรืออะไรก็แล้วแต่ต่างๆนาๆในกระบวนการคิดของบุคคลอื่นซึ่งเป็นสิ่งที่เขาคิดออกมาได้ ฉันใข้เวลาอยู่ในบ้านหลังนั้นที่ผู้คนสงสัย ใช้เวลาอยู่กับการอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำๆวนไปเวียนมา ทำสิ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้เพราะมันอยู่ในความคิด  ฉันอุทิศเวลาที่เหลือเฟือทางกายภาพซึ่งเป็นเวลาอันไร้ค่าทางเศรษฐกิจของฉันให้กับการคิดเสียเกือบทั้งหมด
                มีบ้างบางเวลาที่ฉันปลีกตัวออกไปซุกซนอยู่ในโลกออนไลน์ ตามเว็ปไซด์ต่างๆหรืออะไรก็ตามที่ใข้เพียงแต่จินตนาการในการเข้าถึงชีวิตของฉันและชีวิตอื่นๆบนโลกไซเบอร์ใบนั้น สิ่งต่างๆเหล่านี้มักจะสั่งสมอารมณ์การอยู่คนเดียวของฉันให้ยิ่งเพิ่มพูลมากขึ้นทุกวัน แต่ในความเป็นจริงใครจะรู้ว่าอารมณ์ซึมเศร้าของฉันมิใช่ความบ้า แต่มันคือผลข้างเคียงของโรคต่อต้านสังคมมากกว่า เมื่อเกิดสภาวะผิดพลาดซ้ำๆกับชีวิตฉันจึงเลือกที่จะงดและหยุดการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมลงโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าความเหงา เศร้า อยากตายในบางครั้ง มันก็เกิดจากผลข้างเคียงแห่งอารมณ์ผิดหวังแทบทั้งนั้นเมื่อเวลาที่ชีวิตได้จ่มดิ่งอยู่ในอารมณ์โดดเดียวอย่างรุนแรง
            และแม้การลงโทษตัวเองอย่างเบ็ดเสร็จด้วยสภาวะกดดันตัวเองจะทำให้ฉันเป็นบุคคลที่ได้ชื่อทางสังคมว่า ป่วย บ้า หรืออะไรก็แล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้ตัวตนอันแท้จริงของฉันนั้นหายไป ถ้าเป็นคุณล่ะ คุณจะเลือกทำตัวเองให้ บ้า ป่วย หรือเหลวแหลกเพื่อสนับสนุนกลุ่มความคิดของบุคคลอื่นไหมล่ะ ชีวิตฉันก็ตลกขบขันมากแล้วตอนนี้ฉันจึงไม่เสพอารมร์นั้น  แน่นอนว่าแม้ฉันจะมีอารมณ์ตรงข้ามกับคนอื่นแต่ในความคิดของฉันก็ย่อมคิดว่าผู้ที่มองว่าฉันบ้าเค้าก็คงมีความป่วย และเค้าก็สนับสนุนจิตด้านที่ป่วยไข้ของตัวเองอย่างสุดกู่เช่นกัน ก็นั่นน่ะซินะก็ฉันคิดว่าทุกอย่างมักเกิดจากปัญญานึกคิดด้วยกันทั้งนั้น
            คุณรู้ไม๊ว่าบนโลกของเราตอนนี้มีตัวละครที่ป่วยด้านสมองและจิตใจหลากหลายระดับมาโลดแล่นและทำงานอยู่ คุณไม่อาจรู้เลยว่าตัวเองป่วยอยู่ในระดับใด และคุณก็มิอาจรู้เลยว่าความป่วยทางสมองและจิตใจมันจะต้องใช้กลุ่มยาตัวใดเข้ารักษา และทุกครั้งที่เกิดเหตุสลดขึ้นในสังคมนั้นก็คืออาการกำเริบสืบสานของเชื้อโรคความป่วยนั้นที่มันแฝงตัวอยู่แล้วก็หมุนเปลี่ยนสับเวียนกันมาปรากฎตัว J
            เอาล่ะที่นี้ในฐานะที่เรา คือคุณ และฉันเป็นผู้อยู่รอดในโลกแห่งความป่วยไข้บ้าๆและยังไม่ถูกสังคมจับได้ว่าบ้าหรือป่วยแค่ไหน เรามานั่งล้อมวงฟังนิทานเรื่องเศร้าๆจากชีวิตที่ถูกบ่มด้วยความขมขื่นซ้ำไปซ้ำมาเป็นล้านครั้งกันดีกว่า ฉันเป็นผู้หญิงหัวเดียวกระเทียมลีบจริงๆและดำรงชีวิตอยู่ด้วยความรู้ที่มีแบบจำกัดจำเขี่ยอยู่กับความฟุ้งเฟ้อแห่งความฝันทั้งที่แท้จริงแล้วแค่ว่าจะพาตัวเองไปให้รอดถึงวันพรุ่งนี้ได้อย่างไรก็ยังไม่รู้เลย ฉันมียีนต์แห่งความทะเยอทะยานแบบที่ว่าแม้ใช้โลกทั้งโลกมาห่อความฝันฉันไว้ก็ยังไม่พอเอาเสียเลยเป็นคนที่อาจพูดได้ว่าแม้ไม่มีปีกก็อยากจะบินน่าตลกจริงๆใช่ไม๊ แต่คุณอย่าเพิ่งตลกและดูถูกความฝันเลยนะ
เพราะฉันกำลังจะบอกคุณว่าเพราะความฝันทำให้ฉันประสบความสำเร็จในชีวิตหลายครั้งด้วยความฝันที่ฉันตั้งไว้แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และทุกครั้งฉันก็เดินไปถึงเป้าหมายนั้นอย่างงงๆ รู้อีกทีโอ้นี่ฉันทำได้แล้วนี่ที่เคยฝันไว้แต่มันก็แค่ช่วงเวลาสั้นๆทุกครั้งที่ฉันได้มีโอกาสชื่นชมกับความสำเร็จเหมือนกับพระเจ้าทรงโปรยกลื่นอโรม่ามาประทินจิตใจให้รู้สึกผ่อนคลายแค่ชั่วครั้งชั่วคราว แล้วหลังจากนั้นก็สาบส่งให้ลงไปอยู่ในบ่อน้ำอำมหิตให้แหวกว่ายอยู่ในอารมณ์ทดท้อซึมเศร้าและบ่อน้ำอันนี้นี่เองเมื่อเวลาที่ฉันจมลงไปจนถึงก้นบึ้งมันจะได้ความรู้สึกเหน็บหนาวจนตัวชาอยู่ในสภาวะที่ไร้สมรรถาพทางปัญญาอย่างสิ้นเชิง คือการจำนนต่อความพ่ายแพ้ชีวิตโดยดุษฎีมิมีข้อกังขา

            แต่ฉันไม่ปล่อยให้ฝูงอวตารความท้อแท้ฝูงใหญ่มาตั้งรกรากอยู่ในจิตใจฉันได้ยาวนานหรอกนะ เพราะฉันเป็นคนเบื่อง่ายเมื่อฉันสนิทกับความเศร้าเมื่อเราเจอหน้ากันทุกวัน เมื่อมันนำพาจิตใจฉันไปบนทางที่งี่เง่าทุกขณะจิตฉันก็เริ่มวางแผนถอดถอนมันออกจากใจฉันทันที  ฉันรู้ว่าฉันต้องหาเพื่อนใหม่ ยังไงนะเหรอ โปรดติดตามตอนต่อไป J   

...วัคซีน...

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

~Happy My Birthday~



      เช้านี้ตื่นมาพร้อมรอยยิ้ม และแสงตะวันฉาย นี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะบอกคุณไม่ว่าเรื่องใดๆทุกๆอย่างจะต้องเรียบร้อยฉันมีชีวิตผ่านมาแล้ว 36 ปี โชคชะตาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที สิ่งหนึ่งดึงดูดสิ่งหนึ่งมันเคลื่อนผ่านที่ว่างเข้าหากัน ฉันยังคงจ้องดูดาวเพื่อไม่ให้ใจสับสน ในแสงและเงาเหมือนความเศร้าและศรัทธา ฉันจะให้แสงนั้นนำทางหรือใช้เงาของมันไว้ซ่อนตัวเอง บางครั้งก็น่าเศร้าเหมือนความห่างเหินระหว่างเรากับพระเจ้า มีความเหงางดงามแต่ไม่มีจริง

     เหมือนความรักบนความไม่รัก เหมือนการผูกมัดกับคำที่บอกว่า สายเลือด หรือคำว่า ฉันรักคุณ รักแท้คล้ายปมปริศนา ความปรารถนา ความหวังเพื่อรักจะทำให้มันคุ้มค่า ความอ่อนแอ ต้องการล้มตัวลงสู่อ้อมแขนของคนบางคนที่เต็มใจพร้อมแล้วรู้สึกขอบคุณพระเจ้าสำหรับลมหายใจแห่งความสุข แล้วมันมีจริงหรือ?? เราจะมองเห็นความเสี่ยงน้อยที่สุดก็ด้วยการเอาห่วงปรารถนานั้นออกมิใช่หรือ??

     เช้าวันใหม่ สิ่งแวดล้อม แสงสว่าง นอกหน้าต่าง สายลม แสงแดด ต้นหญ้า ฉันอยู่ที่ไหน อยู่เมื่อไหร่ อยู่ตลอดไปได้ไหม แสงไฟในยามค่ำคืนกับความเดียวดาย ฉันรออะไร??แสงสว่างยามเช้าที่ลอดผ่านบานประตูที่เปิดไว้ ฉันรอแสงนั้นมานำทางให้ความหลง ชีวิตจริงกับความสงสัยเราเดินสวนทางกัน สิ่งใดคือความจริง สวรรค์ นรกฉันรู้อะไรบ้างกับสิ่งที่อยู่บนนั้น หรือเบื้องล่างตรงนี้ ความเปลี่ยนแปลง ความหนักหนา ความลงตัวเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง หรือฉันต้องเดินออกไปชีวิตกำลังรออยู่

     ทุกคนก็เหมือนฉัน เรามีอิสระเต็มที่ แค่วางภาระทิ้งไว้เราไม่ต้องการอะไร แค่เข้าใจ เข้าหากัน แล้วบอกฉันคุณจะรักฉันได้อย่างไร และเมื่อเวลาผ่านไปทำไมมันถึงจืดจาง รักไม่ใช่การสยบยอมหรอกนะ
รักคือคำสั่งเราควบคุมมันไม่ได้มันมาแล้วก็ไป แล้วรักก็ไม่ใช่หน้าที่ อย่าป้อนอาหารให้ฉันในกรง ข้างในนั้นอะไรๆมันก็แย่แม้คุณจะออกแบบตกแต่งมันไว้อย่างดี 

     ดวงวิญญาณอันหิวกระหาย อ่อนล้า มันจึงเสาะหาความหวัง แสวงหาพระเจ้า เพื่อเข้าใจชีวิต มันคือสายธารอันเหือดแห้งที่ต้องการน้ำเหมือนก้อนเมฆ โลกนี้บอกว่าให้เชื่อในความรักโลกนี้สร้างรูปแบบของความรักเหมือนพระเจ้าสร้างโบสให้เราต้องกลับไปกราบไหว้บูชา แม้ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็พยามเข้าใจ รักษามันไว้กลัวว่ามันจะตายโดยไม่คิดว่า การตายนั้นอาจก่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีงดงามกว่า

    แล้วคุณล่ะเชื่อยังไง อยู่เพื่อความสำเร็จของตัวเอง หรืออยู่อย่างอ่อนแอรอให้คนอื่นทำให้ ความรักคือสงครามอันเหี้ยมโหดที่มีสองคนในหนึ่งร่าง คนนึงรักอย่างท่วมท้น กับอีกคนคอยจ้องทำลาย การหยุดนิ่งนั่นคือความผิดพลาดแรกที่เราเข้าใจ การต่อสู้กับตัวเองโดยไร้ความหวังคือการให้เวลาอยู่กับตัวเองให้มากๆท่ามกลางพายุฝนเพื่อรอฟ้าหลังฝนให้คุณได้ออกไปสัมผัสกับท้องฟ้า ใบหญ้าและพื้นดิน

     รูปแบบมันซ่อนอยู่ต่อหน้าเรานี่เอง เพียงแค่ต้องรู้ว่าจะมองมันตรงไหน สิ่งที่คนส่วนมากเห็นเป็นความวุ่นวาย จริงๆแล้วมันเป็นไปตามกฎอย่างเฉียบแหลม ความสุขคือการอิ่มตัวของความทุกข์ ความทุกข์ก็คือความสุขที่ถูกทรมานให้หิวกระหาย เรากระหาย จึงเติมเต็มความกระหาย เราคือเงาสะท้อนของความกระหาย จักรวาลธรรมชาติ ชีวิต รูปแบบที่ไม่เคยโกหก มีแค่คนส่วนน้อยที่จะสังเกตุเห็นสิ่งต่างๆที่สัมพันธ์กันในโชคชะตา คือชีวิตที่ถูกลิขิต ถูกจับต้อง เหมือนเชือกที่จับยึดทุกคนไว้ด้วยกัน มันอาจจะยืดยาวยุ่งเหยิง แต่มันไม่เคยหลุดจากกัน และคนที่ยังมีชีวิต คือคนที่ต้องสัมผัส....



...วัคซีน....

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

~ความมึนเมาอันแสนหวาน~(Sweet intoxication)


      ฉันเกิด  ฉันฝัน ฉันลืมตา หลอมละลายในราตรีที่ไร้จุดจบ ประกายไฟในฝันตกลงไปในเปลวเพลิงแห่งความจริง แล้วรุ่งทิวาก็นำพาฉันให้ออกจากเงามืดปลุกฉันขึ้นจากพื้นดินให้ตื่นมามีชีวิตอีกครั้ง
..............................................
.............................................
 "ในฝันฉันหลับไหล เคลิบเคลิ้ม ล่องลอย เรื่อยไป โลกที่สดใหม่ ในห้วงรัก สงบชั่วนิรันดร์ "
     ฉันก้าวขึ้นไปสู่ดินแดนมหัสจรรย์ สัมผัสสายลม สัมผัสแสงจันทร์ มองเห็นสายรุ้ง เมื่อคลื่นกำลังซัดมา เมื่อรักทำให้หลอมละลาย จากสองเป็นหนึ่งเราก็ไปด้วยกันทุกที่ ฉันคือฝัน ในฝันคือฉันโดดเดียว ทารุณ หม่นหมอง เศร้าโศก ว่างเปล่า ทุกข์ทน ทุกอย่างหายไป
"ความรักคืออะไรกันนะ"
    แล้วมันมาจากไหนจากทุกสิ่งรอบตัว ท้องฟ้าหรือว่าก้อนเมฆ มาจากคุณรักฉัน หรือฉันรักคุณ หรือการเติมเต็ม มันคือความรักหรือ เหมือนสายธารที่เหือดแห้งเมื่อฝนไม่ตกลงมา ชุ่มฉ่ำเกิดใหม่เมื่อความรักโปรยลงไป...ทุกที่...ทุกที่ ทุกที่  แต่ทุกๆที่ที่ความรักไปเยือน ทำไมเราไม่เคยมองเห็น เรากลับสัมผัสไม่ได้ เหตุใดเราไม่เชื่อในสิ่งที่เคยเชื่อ หัวใจเราเย็นชา หนักอึ้ง มืดมน สับสน มันคงเบาสบายถ้าความรักอยู่รอบๆตัวเรา..แต่เพราะความรักอยู่ในตัวเราใช่ไหม

             ????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????

       ฉันเขียนไว้ในสายน้ำ สักไว้กับสายลม เรื่องที่ไม่กล้าพูดออกมา ฉันพยายามโอบอุ้มเต็มที่ เรื่องที่ทำให้สบายใจ ทนุถนอมเต็มที่ ให้เต็มที่เพื่อชดเชย...กับบางสิ่ง บางอย่าง...โลกที่แสนโหดร้าย ความหลอกลวง เงินตรา ปีศาจ เถ้าถ่าน เปลวไฟ... บางเรื่อง ทุกเรื่อง หลายๆเรื่อง ก็แค่เรื่องราว...ก็แค่อดีต..."ในอดีต"
     โลกที่แสนดีแสนงดงามเธอจะซ่อนตัวนานแค่ไหน ทำไมไม่ทำให้เราได้พบเธอ ไม่ทำให้เราได้ภาคภูมิใจ ไม่ต้องเสแสร้งอีกต่อไป ความดี เราปิดพรสรรค์นั้นตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำ  เพราะเรามองไม่เห็น มันไม่เคยมีจริง เหมือนชีวิตชั่วนิรันดร์ ที่ไม่มี...

     การคิดว่าจะอยู่ด้วยกันชั่วนิรันดร์ ช่วงเวลานั้นไม่มีจริง หากพรุ่งนี้ไม่ใช่เมื่อวาน หากชีวิตคือบ้าน ทำไมเราทำสิ่งที่อยากทำในบ้านหลังที่เราอาศัยอยู่ไม่ได้ ทุกอย่างมีเหตุผลที่มารวมกัน เหมือนเรื่องราวความเชื่อของโรมัน ฉันไม่รู้ว่าชีวิตต้องการอะไรจึงวิ่งไล่จับแสงจันทร์ เพราะคิดว่าการไล่จับแสงของดวงจันทร์จะทำให้ชีวิตดีกว่าที่เคยเป็นเช่น "ความกลัว"และเพราะไม่รู้ว่าต้องการอะไร ฉันจึงทำพลาดแล้วพลาดอีก  แล้วก็พลาดอีก อีกครั้ง อีกครั้ง แล้วก็อีกครั้ง จนชนะ

     แต่เด็กเอ๋ยเด็กน้อยเธอผู้ต่ำต้อยและโง่เขลา ชนะความโง่เพราะความเคยชินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชนะจนหัวใจเย็นชา รู้สึกว่าเปล่าเปลี่ยวจนไม่รู้ว่าตัวเองจะไปไหน อยู่อย่างเงียบเหงาซังกะตายกับชีวิตที่มีแค่คืนกับวัน กับกฏเกณฑ์ กับขอบเขต กับเวลา ชีวิตช่างโหดร้ายมากกว่าที่คิดว่าเป็น

     การเดินจากกันเพราะพรุ่งนี้ไม่ใช่เมื่อวาน การเดินจากกัน เพราะคิดว่ารู้จักกันนานแต่ไม่คิดว่าเป็นแบบนี้ ความสุข ความปรารถนาที่เคยมีมันไร้ค่าเพราะคุณทำให้มันไร้ค่า ราตรี ทิวาที่มีขอบเขตและกฎเกณฑ์ เหมือนการภูมิใจกับเสียงร้องของไมล์และลิฟซิ้งค์ที่หลอกลวง หยุดเถอะตื่นเสียที หยุดเผาความหลอกลวงไปเรื่อยๆกับราตรีที่พรุ่งนี้ก็เช้า กับรุ่งเช้าที่นำเราไปสู่ความมืด หยุดเปลียนตัวเองด้วยความเปลี่ยนแปลงของเวลา 

  คุณบอกว่าความรักเป็นอย่างนั้นอย่างนี้...แล้วคุณล่ะ... สิ่งที่คุณพูดออกมาจากข้างในที่มีความรักอยู่หรือเปล่า เมื่อมีความรักอยู่ในคำที่ออกมาจากความรักทั้งชายหญิง เข้าใจกันด้วยความรักทั้งสองฝ่าย ราตรี ทิวา ที่มีขอบเขต ระเบียบและกฎเกณฑ์ ก็คงจะไม่มีความหมาย

 ...วัคซีน...

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

~เพียงพรุ่งนี้ก่อนฉันตาย~





เพื่อนที่รัก สำหรับฉันแล้วการสูญเสียเสรีภาพเป็นการสังเวยที่ยิ่งไหญ่กว่าความตายอันเป็นที่รักหลายเท่านัก

เพื่อนที่รักถ้าฉันตาย พวกเธอจะมาสวดศพฉันไหม จะมีใครแต่งบทกวีไว้อาลัยฉันหรือเปล่า

เพื่อนที่รักถ้าฉันตาย พวกเธอจะหลั่งน้ำตา และคิดถึงฉันไหม เธอจะจำบทกวีที่ฉันเคยเขียนไว้หรือเปล่า

เพื่อนที่รักถ้าฉันตาย พวกเธอยังจะนินทาฉันไหม หรือยังจดจำว่าฉันเป็นเพื่อนเธออยู่อีกหรือเปล่า

เพื่อนที่รักถ้าฉันตาย ถนนเส้นนั้นที่ทอดยาวจะนำฉันไปไหน และฉันจะพบเจอใครให้ได้พูดคุยอ่านบทกวีให้เขาฟังหรือเปล่า

เพื่อนที่รักถ้าฉันตาย จะมีใครอยากเล่าเรื่องราวของเธอบนโลกให้ฉันฟัง หรือใครอยากจะฟังเรื่องราวของฉันในอีกโลกนึงหรือเปล่า

เพื่อนที่รักถ้าฉันตาย จะมีราตรีใดนำฉันไปใกล้เธอ หรือว่าทิวาไหนที่จะนำฉันได้กลับไปเยี่ยมเยียนบ้านและพบกับเธออีกครั้งไหม

เพื่อนที่รักถ้าฉันตาย จะมีใครระบายสีให้โลกนี้ เขียนบทกวีให้เธอขับขาน เป็นบุพผาเบิกบาน เป็นสุริยันฉายฉาน หรือฉันจะเป็นได้เพียงสายลมแผ่วเบาที่แค่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

เพื่อนที่รักถ้าฉันตาย จะมีใครมาเมามายกับบทกวีของฉัน จะมีใครมาตักตวงเอาสายอักษรอันเย็นฉ่ำไปดื่มกินเพื่อระลึกถึงฉัน จะมีใครประทับรอยจูบของฉันบนเงาจันทราและจะมีเธอคนใดฝันถึงคนึงหาตัวฉันบ้างไหม

เพื่อนที่รักถ้าฉันตาย ความฝันของฉันจะสามารถฝ่าข้ามจักรวาลไปเพื่อให้คงอยู่เป็นนิรันดร์หรือว่าความตายจะฉีกทึ้งมันออกจากสมุดบันทึกแห่งความทรงจำของกาลเวลาไปด้วยหรือเปล่า

เพื่อนที่รักถ้าฉันตาย ความฝันของฉันคงร่วงหล่นลงไปคล้ายใบไม้ร่วง คงเป็นดังนกไร้ปีกที่บินถลาล่องลอยไปหาจุดหมายอย่างละเมอ มิอาจปรารถนาพาตัวเองไปให้ถึงดินหรือบินไปอยู่บนเวหาได้อีกครั้ง

เพื่อนที่รักถ้าฉันตาย เมื่อเธอร้องไห้ฉันจะมิมีโอกาสได้ปลอบเธอ เมื่อเธอมีทุกข์อยากระบายฉันก็จะมิมีโอกาสได้รับรู้และได้ยินเสียงเธอ ฉันจะเป็นเพียงบทเพลงรักที่ครั้งหนึ่งเคยบรรเลงในหัวใจของคนที่รัก และเป็นบทเพลงรันทดที่ครั้งหนึ่งเคยทับถมอยู่ในหัวใจของคนที่เกลียดเท่านั้น

เพื่อนที่รักถ้าฉันตาย ชีวิตอันไร้เลือดเนี้อของฉันคงลอยไปไกลหลายหมื่นไมล์ผ่านมหาสมุทรที่ไร้ความลึก หุบเขาที่ไร้ความสูง สายฝนที่ไร้ความหนาว อยู่ในความว่างเปล่าอันเต็มเปี่ยมแห่งความมีของความไม่มี

เพื่อนที่รัก หากแต่บัดนี้ ฉันยังไม่ตาย จะมีอะไรให้ฉันได้กระทำการ แก่คนที่ฉันรักและคนที่เขาไม่รักฉันบ้างหรือเปล่า

เพื่อนที่รัก หากแต่บัดนี้ ฉันยังไม่ตาย และฉันกำลังเดินหลงทางอยู่ในโลกแห่งภาพลวงตาและติดอยู่กับมายาฝันซึ่งฉันได้แต่เฝ้าละเมอเพ้อพก วาดเมฆสีขาว ระบายภูเขาสีเขียว แปะไว้บนเวิ้งฟ้าที่ไร้ดาวมองดูผ่านหน้าต่างของจิตใจตัวเองอยู่อย่างนั้น
เพื่อนที่รัก หากแต่บัดนี้ ฉันยังไม่ตาย เธอจะนำฉันหรือฉันจะนำเธอ เราควรจะไปทางไหน ฉันควรจะไปหรือเธอควรจะอยู่และก่อนจะไปเราควรกระทำการใดให้แก่ชีวิตที่เหลืออยู่  เธอบอกฉันได้ไหมว่าเรามีเวลาเท่าไหร่ให้ทำดีหรือให้ทำไม่ดีเพื่อเธอเพื่อฉันหรือเพื่อใคร นี่คือสิ่งที่ฉันอยากตั้งคำถามก่อนฉันตาย เพื่อนที่รัก     

?????????????????????????????????????????????????????????
...วัคซีน...


-

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

~อยู่ในใจ แต่ไกลกัน~(ความฝัน)



วิสัยทัศน์ที่กว้างเกินไปจะทำให้เกิดเส้นแบ่งระหว่างตัวเองกับโลก
 “นั่นคือสิ่งที่เธอมองเห็นจากที่สูง” 
...แม้ตรงนั้นจะไม่มีอะไรอยู่เลยแต่ก็ยังรู้สึกถึงความสวยงามได้…..

แต่เธอรู้ไหมภาพที่เธอมองเห็นจากที่สูง คือ อะไร??
แรงกระตุ้นนั้นเมื่อได้มองเห็นโลกที่ตัวเองอาศัยอยู่จากเบื้องบน 
ความรู้สึกรุนแรงถึงแม้เธอจะพยามปฏิเสธมัน
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นเมื่อมองลงมาจากที่สูง คือ ความรู้สึก "ห่างไกล"ไง 
สายตาที่เธอใช้ มองบอกความจริงอะไรไม่ได้ 
ไม่มีประสบการณ์ใดที่เกิดจากความรู้สึกว่าเหมือนจริงคือความจริง 
เธอจงอย่าปล่อยให้ความคิดขัดแย้งกับการใช้ชีวิตจนทำให้เกิดความสับสนจนเสียสมดุล
ถึงการมองเห็นจะอยู่ในกรอบของสามัญสำนึกและเธอก็หลุดออกจากกรอบนั้นไม่ได้
 แต่สิ่งที่สมองเธอเข้าใจต่างหากล่ะที่บอกว่าเธอควรมีชีวิตอย่างไร
....
การคิดว่าโลกที่เธอมองเห็นโลกที่เธออาศัยอยู่เป็นโลกกว้างแทนที่จะเป็นโลกแคบๆนั้นถูกต้องแล้ว
แต่เธออย่าได้รู้สึกเปล่าเปลี่ยวอยู่เลยเมื่อต้องอยู่บนโลกกว้าง
 อย่ามองเห็นว่าโลกกว้างจนหาที่อบอุ่นไม่ได้ 
ตรงไหนที่รู้สึกว่ากว้าง ว่างเปล่าตรงนั้นจงให้ความรู้เข้ามาแทนที่ความมีเหตุและผล
 สามัญสำนึกเหมือน"ของเทียม"จิตสำนึกคือ"ของแท้" 
ของเทียมนั้นแม้จะทำให้เหมือนจริงแค่ไหน
แต่ถ้าหากไม่มีจิตวิญญาณเป็นตัวขับเคลื่อนแล้วมันก็เป็นได้แค่ภาชนะที่ว่างเปล่า
อย่าทำให้บันทึกในช่วงเวลาที่เธอมีชีวิตอยู่ไหลตามเวลาในกาลปัจจุบันไม่ทัน
  และจงให้เวลายืดอยู่กับความทรงจำของผู้คนเหมือนควันที่ไม่หายไปในทันทีแม้ไฟจะดับไปแล้วก็ตาม
 ....
เธอทุกคนสามารถแสดงความรู้สึกได้เท่าแค่ที่เธอมีอยู่ 
แต่เธอทุกคนกลับเรียกสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยมานะและความพยายาม ว่าเป็นเรื่องของ"โชคชะตา"
  แล้วเธอทุกคนก็ต่างไขว่คว้าหาโชคชะตาในความรัก
 แต่ยิ่งความสัมพันธ์ลึกซึ้งมาก เท่าไหร่ก็ยิ่งถูกโชคชะตาครอบงำมากขึ้นเท่านั้น
เธอทุกคนจะคิดบ้างไหมว่าถ้าหากโชคดีหรือโชคร้ายบนโลกนี้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา 
โชคชะตาเองก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน
เธออย่าลืมว่า ผลสะท้อนอย่างรุนแรงเป็นเหมือนตั๋วเดินทางอันไร้เที่ยวกลับ 
จุดหมายปลายทางของมันหากไม่ใช่สวรรค์สิ่งนั้นก็คือนรก 
ถ้าหากความกลัวของเธอกลายเป็นแสงแรกที่ลุกโชติช่วง
เมื่อนั้นโชคชะตาของเธอก็ได้ถูกปิดตายลงแล้ว
....
ยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดเธอจะเห็นอะไรหรือ???
หากหันหลังให้ดวงอาทิตย์ก็ได้เห็นแค่เงาตน
 แต่ถ้าเธอเงยหน้าให้ดวงจันทราเมื่อแสงส่องมาเธอก็จะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร 
....
ความคิดในเธอทุกคนแม้แต่ในภวังค์ก็ยังไม่เลือนหาย
ถ้าเธอแค่เพียงสามารถลืมเลือนทุกสิ่งได้ เธอก็จะยืนหยัดได้อีกครั้ง
และถ้าโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในสักวันหนึ่ง 
ระหว่างที่เธอกำลังหลงทางและไขว้เขว เธอก็จะไม่มีวันหยุดนิ่ง 
แม้ชีวิตของเธอจะแปดเปื้อนและแสงสว่างก็ถูกพรากไป
เหลือไว้แต่เพียงความวิปริตในแววตา เธอก็จะไม่มีวันหลงเชื่อสิ่งที่ได้มาโดยปราศจากคำลวง
 จงส่งความรู้สึกที่เธอต้องการวาดฝันออกไป
จากความมืดมิดสู่แสงสว่างอย่างเช่นอาทิตย์อัศดง 
เพื่อสักวันหนึ่งเธอจะเข้มแข็งขึ้น
 ในความใสกระจ่างของท้องฟ้า ยามราตรี ภายใต้รัศมีของจันทราที่สาดส่อง
ทุกวันขอให้เธอจงเฝ้ามองความงดงามจากตรงนั้นเคลิบเคลิ้มหลงไหลไปกับมัน 
และแม้จะต้องอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวภายใต้แสงของพระจันทร์
ไม่มีแม้ใครสักคนเรียกหาชื่อของเธอ 
 จำไว้ว่าอย่าท้อจนหยุดฝันจงไขว่คว้าหามัน “ความฝันในอนาคต”
 เมื่อยามที่เธอไม่เหลือสิ่งใดให้ยึดไว้และไขว่คว้า
จงปล่อยให้สายลมพัดผ่านกาลเวลาแล้วทุกอย่างจะค่อยๆเคลื่อนไหว 
อย่าไปหวนรำพึงถึงมัน “สิ่งที่ผ่านพ้นไป”
ปล่อยให้หัวใจได้ล่องลอยไปหาแค่ความฝัน
"ภายใต้แสงของพระจันทร์ให้มีเพียงชื่อเธอและความฝัน สลักฝากไว้กับจันทรา"

...วัคซีน...

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

~ภาพนิทาน~





...ก้อนเมฆที่เราเห็นเป็นเช่นเดิมทุกวันตอนนี้ก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปจากเดิม ผู้คนหยุดมองก้อนเมฆเหล่านั้นบนท้องฟ้าที่อยู่ห่างไกลออกไปทั้งๆที่เป็นแบบนั้น  มันเหมือนมีสิ่งลึกลับที่รู้สึกราวกับว่าได้หลุดเข้าไปยังอีกโลกหนึ่งความรู้สึกแปลกที่ไม่สามารถบรรยายได้เป็นเหมือนภาพนิทานของความฝัน...
.....
.....
ความตายที่เป็นดังเข็มดาบ เหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมาที่หัวใจเธอ
 ความรู้สึกลึกๆ..พริบตาที่ถูกทำร้ายจากการถูกแทงหัวใจ
กระแสความตายที่ไหลทะลักและความรู้สึกมีชีวิตที่พวยพุ่งออกมา
ตลอดเวลาที่เธอคิดว่าเธอไม่หลงเหลือสิ่งใด
แต่เธอยังมีสิ่งเรียบง่ายแสนสำคัญหลงเหลืออยู่
....
....
 เธอผู้จำไม่ได้ว่าอยู่กับตัวเองมานานเท่านไหร่และไม่รู้ว่าต้องอยู่กับตัวเองไปนานแค่ไหน
รู้แต่เพียงเธอได้เฝ้ามองทิวทัศน์ที่อยู่ข้างนอกนั้นทุกวันเป็นเวลานาน 
วันแล้ววันเล่าเฝ้าดูอยู่อย่างนั้นผ่านบานประตูของหัวใจ
ความเงียบเหงาเดียวดายถึงว่าเธอจะเกลียดมันสักเพียงไหนแต่นั่นก็เป็นสิ่งเด่วที่เธอมี
และแม้ทุกคืนวันจะมองไม่เห็นใครแต่เธอก็ยังคงอยู่
 เธอให้จิตของเธออาศัยอยู่บนฟ้าเพราะถ้าวิญญาณคือตัวเธอ
เธอก็คงถูกความเจ็บปวดฆ่าให้ตายไปแล้ว ตัวเธอบนท้องฟ้าจึงไม่มี
เธอทิ้งตัวไว้บนโลกนี้ เธอมีสองบุคลิกในเธอ เธอควบคุมสองร่างด้วยจิตใจเดียว
ท่ามกลางอ้อมกอดของสายลมอ่อนๆ ใจของเธอที่รำลึกความหลังได้ขาดสะบั้นลงไม่มีชิ้นดี
 เธอผู้ยืนโดดเดี่ยวอยู่บนยอดเขา เฝ้ามองฤดูกาลที่ผ่านไป ณ.จุดสิ้นสุดของท้องฟ้าสีคราม
เธอมองไม่เห็นอะไร เธอต้องการความกล้า
 เธอเฝ้าสวดภาวนาอยู่แผ่วเบาให้กับวันเวลาที่ไร้กังวล 
แม้ทุกอย่างจะไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้
แต่ดอกไม้ไฟแห่งความทรงจำในต้นฤดูเหน็บหนาวก็ยังไม่ยอมจางหายไป
...แม้กระทั่งตอนนี้เองก็ตาม
 แสงอาทิตย์ร้อนๆที่เข้าตาทำให้เธอจำฤดูครั้งนั้นได้โดยที่ไม่รู้ถึงความหมายของความเจ็บปวด
รอยยิ้มแห่งความเจ็บปวดของตอนนี้ทำให้เธอยินดีเสมอ
เธอยังคงเฝ้าหวังในความปราถนาและความฝันเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากที่ที่ไกลออกไป
 ไม่ว่าจะเลือนลางเพียงใดเธอยังคงเฝ้ามองและเงี่ยหูคอยฟังเสียงนั้นอยู่เสมอ
ความปราถนาที่แน่วแน่ของเธอวิ่งไปตามเส้นขอบฟ้าที่ไม่มีวันสิ้นสุด
น้ำตาที่เคยเอ่อล้นออกมา สักวันคงเป็นราคาของความภาคภูมิใจ
 ทุกครั้งที่มีความสุขเธอก็อยากหยุดเวลาอยากให้ทุกคนจับมือกันไว้อยู่แบบนี้
...แต่เวลาก็เดินผ่านไปเรื่อยๆ
มีเพียงภาพฝันเพียงหนึ่งเดียวที่วาดไว้บนฟ้าว่าสักวันเธอจะเป็นดาว
เธอจะส่องสว่างเวลากลางคืนท่ามกลางความมืดมนท่ามกลางดาวหมู่อื่นหมื่นพัน
 เธอสวดภาวนาอย่างเงียบงันด้วยความรู้สีกอันบริสุทธิและขณะนี้แสงนั้นได้มอบชีวิตแก่เธอแล้ว
เธอจะคงอยู่เป็นดาวของเธอแบบนี้ด้วยใจของเธอ
ส่วนที่ปลิแตกออกมาจากความเจ็บปวด เป็นจุดเริ่มต้นของแสงสว่าง
ความคิดของเธอดั่งละลอกคลื่นและหัวใจเธอเป็นดั่งหินผา
เธอรู้ว่าอะไรจะคอยเธออยู่ตรงหน้าในวันพรุ่งนี้
มันไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่จะได้พบเจอ เพราะช่วงชีวิตเธอนั้นขึ้นอยู่กับพลังของเธอ
ดังนั้นหากเธอจะเป็นดาวมวลของดาวจึงต้องเหมาะสมกับพลังงานของดาว
และความหนาแน่นของดาวก็เกิดขึ้นจากจำนวนนั้น
 เวลานั้นมันคงจะดีถ้าทุกคนชอบอาหารจานพิเศษที่ทำจากความรักของเธอ
 วิตตามินความรักจะมาพร้อมกับความอบอุ่น
ในวงแขนของความรักที่เธอจะอยู่ในนั้น ความรักจะตอบคำถามทุกอย่างที่เธออยากรู้
และคำตอบนั้นจะเป็นของคุณ
 บ่อยครั้งยามหลับที่เธอมักฝันถึงผีเสื้อและในความฝันเธอก็ไม่รู้ว่ากำลังมองดูมัน
...หรือว่าตัวเธอนั้นเองที่เป็นผีเสื้อ
 ผีเสื้อตัวนั้นบินไปบินมาอยู่ในความฝันอย่างแคล่วคล่องว่องไว
...แล้วก็มีแมลงปอตัวหนึ่งบินเข้ามา...
พยายามจะตามให้ทันผีเสื้อแต่ก็ไม่ไหวสุดท้ายก็หมดแรงตกลงสู่พื้น
 แมลงปอคงจะบินอยู่ได้นานกว่าถ้าวันนั้นมันกระพือปีกเพียงเพื่อให้ลอยตัวอยู่ได้
แต่แท้จริงแล้วแมลงปอตัวใดเล่าที่ได้รู้จักการบินแล้วจะยอมทนล่องลอยอยู่
เพราะฉะนั้นมันจึงเลือกบินไปไม่ยอมเพียงล่องลอย
คำว่าบินขึ้นกับร่วงหล่นอยู่คู่กันเสมอ แต่ยิ่งพยายามบินขึ้นเท่าไหร่ทำให้ลืมความจริงข้อนี้ไป
 ผลคือถึงแม้จะตายไปแล้วก็ยังจะบินขึ้นไปเหนือเมฆอีกไม่ยอมตกลงสู่พื้นดิน
...แต่กลับตกขึ้นไปบนฟ้า
ความกล้าเพียงชั่ววูบกับความกล้าที่ต้องคงไว้ตลอดไปแบบไหนยากกว่าต่อไปแมลงปอคงรู้ซินะ
 เมื่อไหร่กันนะที่เราจะรู้ว่าสิ่งลึกลับที่เรากลัวแท้จริงเป็นแค่คนแปลกหน้าเท่านั้น
เมื่อสังหรณ์ไม่ดีไม่ยอมหายไปสังหรณ์นั้นก็มักจะนำเรื่องร้ายมาด้วยเสมอ
เธอที่เป็นผู้กระทำและถูกกระทำย่อมรู้ดีกว่าใครอื่นว่าความหลอกลวงเป็นเรื่องน่าเศร้าแค่ไหน
เธอผู้ที่ไร้บาดแผลกับเธอที่มีแต่บาดแผล เธอผู้ที่ดูเปราะบางเหมือนจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
 เธอผู้น่าเศร้าที่ไม่สามารถสื่อความในใจออกมาได้แม้แต่เพียงครั้งเดียว
แต่เธอก็ไม่เคยหนี การหนีมีอยู่สองแบบคือการหนีอย่างไม่มีจุดหมายกับมีจุดหมาย
อย่างแรกคือการลอยตัวแบบหลังเรียกว่าโผบิน
เธอตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกทางไหน
การตัดสินใจเลือกเส้นทางเพราะความรู้สึกผิดบาป..อย่างนั้นเป็นเรื่องผิด
เธอไม่เลือกเส้นทางเพราะบาปที่แบกรับอยู่
แต่เธอเลือกแบกรับบาปในเส้นทางที่เธอเลือกเดินแล้วนั่นเอง
ไม่เคยมีใครคนใดในอดีตที่สามารถบินได้ด้วยเพียงแค่กำลังของมนุษย์
 เธอจึงรู้ว่าควรเลือกเดินทางไหนเพราะว่าเธอบินไม่ได้ 
 แม้ทุกวันนี้ก็ได้เพียงแต่ล่องลอยอยู่เท่านั้น 
...วัคซีน...